บทที่ 2 ซากศพของดอกไม้
ร่างเล็ก ๆ ของเฟลิโอน่านอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงในห้องพักของวังคาโนวาล บาดแผลได้รับการเยียวยารักษาเรียบร้อยแล้ว แต่เธอก็ยังไม่ฟื้น อาจจะเป็นเพราะว่าเสียเลือดไปมาก เนื่องจากตอนที่บาโรพาร่างของเธอกลับมานั้น เขาไม่ได้ควบอาชาด้วยความเร็วอย่างที่เคย ด้วยเกรงจะกระเทือนถึงบาดแผลที่ถึงแม้ความยาวของลูกศรนั้นจะถูกหักลงไปแล้ว แต่มันก็ยังคงปักคาอยู่ตรงนั้น และถ้าได้รับความกระเทือนอีกบาดแผลก็อาจจะเปิดกว้างขึ้นได้
ภายในห้องเหลือเพียงคนเจ็บที่นอนหลับไม่ได้สติ และบาโร เท่านั้น ส่วนริชาร์ดได้กลับไปก่อนหน้านี้ไม่นานนัก เมื่อเห็นว่าเฟลิโอน่าปลอดภัยแล้ว ด้วยรอยยิ้มประหลาดที่บาโรไม่ทันสังเกตเห็น
บาโรยืนกอดอกพิงหน้าต่างที่อยู่ห่างออกไปทางปลายเตียง นัยน์ตาสีฟ้าคมกริบจับจ้องที่ใบหน้าของเด็กสาวเพียงครู่อย่างไร้ความรู้สึกใด ๆ แล้วจึงแปรเปลี่ยนไปมองที่ดอกโรสแมรี่ที่วางอยู่บนโต๊ะเล็ก ๆ ข้างหัวเตียง เขาจ้องดอกไม้นั้นอยู่เป็นนาน รอยไหววูบปรากฏขึ้นบนดวงตา และมิใช่เพียงดวงตาเท่านั้นที่หวั่นไหว หัวใจของเขาก็ไหวสะท้านไปกับดอกไม้ที่เห็นนั้น .... ดอกโรสแมรี่
ดอกไม้ ... ที่มีความหมายสำหรับเขาและ ..... เธอคนนั้น ..... อลิเซีย
ภาพแห่งความหลัง ภาพแห่งความทรงจำที่ไม่เคยถูกลบเลือนแม้เพียงเสี้ยวนาที แต่กลับยังคงฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณ ทุก ๆ เรื่องราวที่เกี่ยวกับอลิเซีย ถูกเก็บรักษาดูแลไว้อย่างดี โดยหัวใจของเขาเอง
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ กี่วัน กี่คืน กี่เดือน และกี่ปี ดอกโรสแมรี่นั้นไม่เคยแห้งเหี่ยว หรือ เฉาตาย แม้ว่าเธอจะไม่ได้อยู่ในโลกนี้อีกแล้ว ดอกไม้ยังคงเหมือนเดิม เหมือนกับวันที่เขามอบมันแด่เธอ
เรื่องราวที่ถึงแม้จะผ่านมานานแสนนาน แต่มันกลับติดตรึงอยู่ในความทรงจำของเขา .... มิรู้เลือน รอยยิ้มจาง ๆ อย่างมีความสุขปรากฏตรงมุมปากของเขาโดยไม่รู้ตัว ยามที่ดวงตาเขาจับจ้องที่ดอกโรสแมรี่นั้น แล้วเขาก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงของวันวารดังเข้ามา ในความรู้สึก อีกครั้ง ..................
...............................................
บาโร!! รู้จักให้ช่อดอกไม้กับผู้หญิงบ้างไหม อลิเซียตวาดแหวด้วยความโกรธปนน้อยใจ เธอมีคนรักกับเขาคนหนึ่ง แต่ ... เหมือนใครซะที่ไหนล่ะ ตาบื้อนี่ ตั้งแต่คบกันมา ดอกไม้สักช่อยังไม่เคยให้ กลัวคาโนวาลล่มจมหรือไงนะ
ช่อดอกไม้ ? จะเอาไปทำอะไร ดอกไม้ที่ไร้ชีวิต ก็ไม่ต่างอะไรกับซากศพ รอวันเน่าสลาย
ท่าน !! อลิเซียร้องเสียงหลง ด้วยความโกรธสุด ๆ โกรธจริง ๆ จนลมออกหู กับคำตอบแบบหน้าตายของคนรัก เธอหวังมากเกินไปใช่ไหม หวังว่านายคนนี้จะมีคำตอบที่มันเข้าท่า คำแก้ตัว หรืออะไรก็ได้ ที่ไม่ใช่ ........แบบนี้
..... ซากศพของดอกไม้
ตอบมาได้ ... มันน่านัก ไม่รู้ว่าตานี่รู้จักคำว่า โรแมนติค กับเขาบ้างไหม
นี่เธอมารักคนแบบนี้ได้ยังไงกัน
ธิดาแห่งองค์ไฮคิงที่หน้างอเป็นจวักด้วยความโกรธ ผลักอกคนตัวสูงตรงหน้าอย่างแรง แต่ก็ทำให้เขาเซถอยหลังไปได้เพียงก้าวเดียวเท่านั้น และหันหลังวิ่งหนีจากไปอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจเสียงตะโกนเรียกของเจ้าชายนักรบแห่งคาโนวาล ที่ถูกทิ้งให้ยืนอย่างเดียวดายด้วยความหงุดหงิดและไม่เข้าใจ
นี่เขาทำอะไรผิดไปอย่างนั้นหรือ
แต่ .... เช้าวันรุ่งขึ้น เขาก็ไปยืนดักรอพบเธอที่ปราสาทขุนนาง เขาเห็นเธอเดินคุยมากับเฮลด้า ..... หัวหน้าปราสาทขุนนาง
เธอยังโกรธเขาอยู่จนไม่สนใจแม้แต่จะแลตามอง เฮลด้าหยุดทักทายเขาและพยักพเยิดมาทางอลิเซียที่อยู่ข้างกาย ถามคำถามด้วยสายตาว่า ทะเลาะกันมาอีกแล้วหรือ เขามองหน้าเฮลด้าครู่เดียวก่อนจะหันไปมองคนขี้งอนที่ยืนเงียบ แต่แกล้งหันหน้ามองทิวทัศน์รอบกาย เขาหันกลับไปมองเฮลด้าอีกครั้ง ก่อนจะลากข้อมือของอลิเซียให้เดินตามมา โดยไม่ฟังเสียงร้องโวยวาย หรือใบหน้ายิ้มแย้มอย่างรู้ทันของหัวหน้าปราสาทขุนนาง ที่ไม่คัดค้านที่เด็กในปกครองของตนถูกหัวหน้าป้อมอัศวินลากตัวไปต่อหน้าต่อตา
เขาลากอลิเซียจนมาถึง ลานตะวัน ที่ยามเช้าเช่นนี้ ไร้ร้างผู้คน เพราะเพิ่งจะได้เวลาเข้าเรียนไปไม่นาน มีแต่พวกปีเจ็ดอย่างเขาที่ค่อนข้างว่าง
อลิเซียหน้าหงิกหน้างอไม่เลิก สะบัดหน้าพรืดไปอีกทางที่ไม่มีเขา เขาไม่ปล่อยมือเธอ แต่มืออีกข้างที่ว่างเอื้อมไปหยิบกระถางดอกไม้เล็ก ๆ ที่วางแอบอยู่ใต้ต้นไม้ ยื่นส่งให้เธอ ภายในกระถางมีดอกโรสแมรี่สีม่วงอ่อน ดอกเล็ก ๆ มากมาย
ให้ทำไม ไหนว่าซากศพของดอกไม้ไง เสียงใสเอ่ยประชดอย่างไม่หายโกรธเรื่องเมื่อวาน
ดอกไม้นี่ยังมีชีวิต
แล้วไง
เพราะว่ามันมีราก มันมีโอกาสเติบโต งอกงาม และ ..... จะคงอยู่กับเจ้าตลอดไป
................
ดูแลมันให้ดีนะ อลิเซีย
อลิเซียก้มหน้างุด กอดกระถางใบน้อยไว้แนบอก ใบหน้าซับสีชมพูจาง ๆ บ่นงึมงำเบา ๆ ในลำคอ
แค่ให้ดอกไม้ ทำไมต้องพูดอะไรให้คนเขาอายด้วยนะ ตาบ้า
อลิเซียเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาสุกใส เธอยืนเขย่งเท้าขึ้น หอมแก้มเขาเบา ๆ และวิ่งหนีไปก่อนที่เขาจะทันคว้าตัวไว้ได้
........................................................................
เสียงเคาะประตูห้องที่ดังขึ้นมานั้น ทำให้ประตูแห่งความทรงจำของเขาถูกปิดลง
มหาดเล็กเข้ามาทูลรายงานว่า คณะทูตจากอันเช็คมาถึงแล้ว เขาพยักหน้า และหันมามองหน้าคนที่หลับสนิทบนเตียงอีกครั้ง ก่อนจะก้าวเท้าเดินออกไป พร้อมกับสั่งให้นางกำนัลเข้ามาเฝ้าดูแลนาง
.......................................................................................................
เฟลิโอน่า
เฟลิโอน่า ลูกรัก
เฟลิโอน่าที่นอนสลบไสลบนเตียงใหญ่ รู้สึกว่าตัวเองเบาราวปุยนุ่น ถูกดึงให้ล่องลอยไปตามน้ำเสียงที่ไพเราะ อบอุ่น ที่เรียกชื่อเธอจากที่ไกลแสนไกล จนสุดท้ายเธอพบว่าตัวเองเดินอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้งดงาม กลิ่นหอมอ่อน ๆ เย็นระรื่นโชยมาตามสายลมบางเบา แสงแดดอ่อน ๆ ส่องเป็นประกายบนยอดหญ้า ความเจ็บปวดบาดแผลเมื่อก่อนหน้านี้ก็มลายหายไปจนหมดสิ้น เธอหันไปมองรอบกายและเริ่มรู้สึกว่า เธอรู้จักสถานที่นี้ดี
นี่มันสวนสมเด็จพระราชินีแห่งเดมอสนี่นา
เฟลิโอน่า
เฟลิโอน่า ลูกรักของแม่
เสียงหวาน ๆ แว่วมาตามสายลมอีกครั้ง น้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความรักทุกถ้อยคำ น้ำเสียงที่เพียงได้ยินเป็นครั้งแรก ก็ซึมซับลงในหัวใจที่เคยว้าเหว่ เติมเต็มความอบอุ่นที่เคยขาดหายไป เธอหันมองไปทั่ว เพื่อมองหาเจ้าของเสียงอันแสนอบอุ่นนั้น และตรงนั้นเอง มีร่างของสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่ สตรีที่มีใบหน้างดงามราวกับนางฟ้าผู้ใจดี รอบกายรายล้อมด้วยดอกโรสแมรี่สีม่วงอ่อน สตรีที่ใคร ๆ ก็บอกว่า เธอถอดแบบของสตรีผู้นี้ออกมา ................. ท่านแม่อลิเซีย
เธอไม่รู้ว่าตัวเองเดินไป หรือว่า ลอยไปหาท่านแม่ รู้เพียงแต่ว่า ตอนนี้เธออยู่ในอ้อมแขนของท่านแม่แล้ว เธอกอดท่านไว้แน่น ซุกหน้าลงในอุราที่เฝ้าฝันมาชั่วชีวิต อบอุ่นทุกครั้งที่มือบางของท่านแม่ลูบเบา ๆ ที่เส้นผมของตนอย่างรักใคร่ รอยจุมพิตบาง ๆ ของท่านแม่ที่มอบให้แก้มทั้งสองข้าง
ลูกรักของแม่
แม่คิดถึงลูกเหลือเกิน
น้ำเสียงอ่อนหวานดังกังวานราวกับความฝัน สองมือเรียวของท่านแม่อลิเซียประคองใบหน้าเธอขึ้นมา จ้องมองมาในดวงตาสีเดียวกัน
ลูกอยู่ที่นี่แล้ว บอกเขาด้วย ว่าแม่ขอโทษ
เธอขมวดคิ้วอย่างงุนงง บอกใคร ขอโทษใคร และทำไมเธอถึงไม่สามารถพูดอะไรได้เลย ทั้ง ๆ ที่เธอได้ยินเสียงของท่านแม่ทุกคำ อยากพูดคุยกับท่าน อยากบอกท่านว่า เธอรักและคิดถึงท่าน มากแค่ไหน
บอกเขาว่า ไม่ใช่ความผิดของเขา อย่าได้โทษตัวเองเช่นนี้
บอกเขาว่า แม่อยากเห็นเขาเป็นคนเดิมที่แม่เคยรู้จัก อย่าได้จมอยู่กับอดีตที่สูญเสีย
บอกบาโรด้วยว่า แม่จากไปแล้ว แต่ดอกไม้ยังคงอยู่ตลอดไป ......
ความรู้สึกแรกยามที่รู้สึกตัวก็คือ ความเจ็บ จากความเจ็บกลายเป็น ..... ปวดระบม เฟลิโอน่าเปิดเปลือกตาได้เพียงนิด มองภาพเบื้องหน้าอย่างงุนงงและสงสัย คนมากมายหน้าตาไม่คุ้นเคย กำลังวุ่นวายกับตัวเธอ ทั้งตรวจอาการไข้ ตรวจบาดแผล หรือเช็ดตัวให้ ซึ่งช่วยให้ความร้อนในกายคลายลงไปบ้าง
บาดแผลที่เริ่มอักเสบ ทำให้ปวดระบม ปวดแสบปวดร้อน เหมือนมันถูกทิ่มแทงด้วยเข็มที่ลนไฟร้อน ๆ นับหมื่นเล่ม ที่พร้อมใจกันกรูเข้ามาจิ้มลงบนผิวเนื้อ ทำให้เนื้ออ่อนตรงขานั้นบวมเป่ง และแดงช้ำ ยังผลให้เจ้าของร่างกายถึงกับไข้ขึ้น เหงื่อหยดเล็ก ๆ เกาะพราวบนใบหน้างามที่แดงก่ำด้วยพิษไข้ เรียวปากบางซีดขาวราวกับกระดาษ ทั่วทั้งร่างกายก็ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อราวกับอาบน้ำ นางกำนัลสองคนที่เฝ้าดูแล ต้องคอยเช็ดตัวให้เป็นระยะ และอีกหลายคนที่วิ่งวุ่นวายกันไปหมด โดยมีหมอหลวงเข้ามาตรวจดูอาการอยู่สม่ำเสมอ เธอปิดเปลือกตาลงอย่างอ่อนล้า และอ่อนแรง
คิดถึงท่านพ่อ ไม่รู้ว่าท่านจะรู้ไหม ว่าเธอถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ
และอยู่ที่นี่ .... คาโนวาล แต่ส่วนไหนของคาโนวาล เธอก็ไม่รู้
ท่านพ่อ .....
ท่านแม่ .....
ท่านแม่บอกอะไรกับเธอนะ
ท่านแม่บอกให้เธอขอโทษคน ๆ หนึ่งแทนท่าน
บอกให้คน ๆ นั้น อย่าได้เสียใจและโทษตัวเองอีกต่อไป
บอกเขาว่า ..... ดอกไม้ยังคงอยู่
.... บาโร ....
..
ถึงแม้ภายในห้องจะวุ่นวายกันสักแค่ไหน ทั้งหมอหลวงและนางกำนัล แต่กลับปราศจากเงาของเจ้าของไข้ ..... บาโร วาเนบลี ด้วยอาคันตุกะที่มาเยือนจากต่างแดน ทำให้เขาไม่อาจปลีกตัวออกมาได้ ทั้ง ๆ ที่ใจจริงเขาอยากจะไปสั่งการดูแลด้วยตนเอง เพราะความเป็นห่วง
ห่วงในฐานะที่เขาเป็นผู้ทำร้าย ทำให้เธอบาดเจ็บ
ห่วงในฐานะที่เธอเป็นลูกสาวของผู้หญิงที่เขารักมากที่สุด .... อลิเซีย
.............................................................................................
เฟลิโอน่า พ่อเข้าไปนะลูก คำถามที่ดังขึ้นภายหลังเสียงเคาะประตูสองสามครั้ง เมื่อไร้ซึ่งเสียงใสแจ้ว ๆ ของลูกสาว จ้าวปีศาจเอวิเดสจึงเปิดประตูเข้าไปภายในห้องส่วนตัวของเฟลิโอน่า เพราะความที่ลูก ........ เป็นผู้หญิง เขาจึงไม่ผลุนผลันเปิดประตูเข้าไปโดยไม่บอกก่อน
พรุ่งนี้จะเป็นวันครบรอบวันที่อลิเซียจากไป
สิบเจ็ดปีแห่งความเดียวดาย อ้างว้าง ...... ต้องอยู่เพียงลำพังกับหัวใจที่เหลือเพียงครึ่งดวง
หัวใจที่แตกสลายไปครึ่งหนึ่งนั้น มันตายไปพร้อมกับนางแล้ว ....... ความเสียใจที่ไม่อาจปกป้องคนที่ตนรัก เขาเป็นถึงจ้าวปีศาจที่คนทั้งหล้าต่างกลัวเกรง มีอำนาจเวทมนตร์มากมาย แต่กลับ ...... ไม่อาจยื้อชีวิตนางไว้จากมัจจุราช ต้องทนเห็นนางถูกพรากลมหายใจไปต่อหน้าต่อตา และในอ้อมแขนคู่นี้
รู้ทั้งรู้ว่าในสักวันหนึ่ง นางต้องจากเขาไปก่อน เพราะช่วงเวลาของชีวิตที่ต่างกันของมนุษย์กับปีศาจ แต่ว่า .... ต้องไม่ใช่แบบนี้ มันเร็วเกินไป .........
เร็วเกินไปอย่างนั้นหรือ แล้วเมื่อไหร่ถึงจะเรียกว่าพอดี ต้องให้นางมีชีวิตยืนยาวถึงเพียงไหน เขาจึงจะไม่เสียใจเมื่อถึงเวลาที่นางต้องจากไป ไม่เคยมีคำว่าเพียงพอ สำหรับเวลาแห่งความสุข อยากต่อเวลาแห่งความหวานชื่นเหล่านั้นให้ยาวนานต่อไป ไม่มีสิ้นสุด
แต่ว่า .......... ความตายอยู่เหนืออำนาจการควบคุมของปีศาจ
....... การถูกพรากคนที่รักมันเจ็บแบบนี้นี่เอง .......
หัวใจของปีศาจที่บอบช้ำจากการสูญเสีย หัวใจที่เหลืออีกเพียงครึ่งดวงนั้น มอบแด่ลูกสาวเพียงคนเดียว .....
เฟลิโอน่า ..... เจ้าจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่พ่อจะยอมสูญเสีย
ความว่างเปล่าไร้ซึ่งเงาของเฟลิโอน่า มีเพียงกระดาษหนึ่งแผ่นวางเด่นบนโต๊ะอ่านหนังสือ ที่กลายเป็น โต๊ะกองขนม มีขนมมากมายหลากหลายชนิดที่ล้วนแต่เป็นของโปรดของเจ้าหญิงแดนปีศาจ วางระเกะระกะ และเลอะเทอะเต็มไปหมด ราชันย์แห่งเดมอสฉวยกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านปราดเดียวอย่างรวดเร็ว
ท่านพ่อ ลูกไปธุระข้างนอกแป๊บ จะรีบกลับมาให้ทันอาหารค่ำ ไม่ต้องห่วง
เฟลิโอน่า
โกโดม !! สุรเสียงห้าว ๆ ของเอวิเดสดังกังวานลั่นห้อง เขายืนรออีกครู่หนึ่ง จึงร้องเรียกอีกครั้ง และดังกว่าครั้งแรก
โกโดม !!
ปกติเรียกไม่ทันขาดคำ มันก็จะโผล่เขากวางของมันมาให้เห็นแล้ว แต่นี่ ....
หรือว่ามันจะไปกับเฟลิโอน่า
เอาเถอะ ถึงยังไงเจ้าโกโดมมันก็ยังพอพึ่งพาได้อยู่บ้าง
............................................................................................
เย็นค่ำตะวันตกดิน ที่โต๊ะเสวยอาหารของแดนปีศาจ เอวิเดสนั่งหน้าบอกบุญไม่รับอยู่หัวโต๊ะ โดยมีน้องชายราชายักษ์เกรเซอร์ กับลูน่า ราชินีจันทรา ผู้เป็นน้องสาว นั่งอยู่คนละข้าง ทั้งสองต่างมองหน้าผู้เป็นราชันย์แห่งแดนปีศาจ ผู้เป็นพี่ชายอย่างขบขันนิด ๆ กับท่าทางหงุดหงิดงุ่นง่าน ลุกขึ้นเดินไปมาหลายรอบอย่างว้าวุ่นใจที่ลูกสาวยังไม่กลับมา
ท่านพี่เอวิเดส ท่านนั่งลงเถอะ เดี๋ยวเฟลิโอน่าก็กลับมา น้ำเสียงหวาน ๆ ของลูน่า ไม่อาจคลายความร้อนใจของเอวิเดสไปได้เลย
เจ้าสองคนทานกันไปก่อนเถอะ ข้าจะไปหาลูก
ท่านให้พวกทหารออกไปตามหาแล้วนี่นา ราชายักษ์เกรเซอร์ เอ่ยทักท้วงบ้าง เหล่าปีศาจทหารถูกส่งออกไปติดตามหาเจ้าหญิงเฟลิโอน่าทั่วแดนเดมอส ตั้งแต่ก่อนเวลาอาหารเย็นตั้งนานแล้ว
ไม่ได้เรื่องเลยสักตน ข้าจะออกไปหาเอง
ถ้าเฟลิโอน่าอยู่ในเดมอส ไม่มีทางที่เราจะหาไม่เจอหรอกค่ะ ลูน่าเอ่ยพลางยิ้มเย็น ๆ นัยน์ตาสุกใสซ่อนเร้นประกายบางอย่างไว้ภายใน
เอวิเดสจ้องสบนัยน์ตาของลูน่านิ่งนาน คิ้วเข้มขมวดมุ่น ก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงเรียบ ๆ เขารู้ว่าน้องสาวมักจะรู้อะไรดี ๆ มากมาย แต่ไม่ค่อยยอมบอก ชอบแกล้งให้คนอื่นอยากรู้
เจ้าหมายความว่า ...... เฟลิโอน่าไม่ได้อยู่ในเดมอสอย่างนั้นหรือ
ท่านไปเด็ดดอกไม้ของใครมาล่ะ แทนที่จะตอบคำถามของพี่ชายตรง ๆ ลูน่ากลับย้อนถามไปคนละเรื่อง ทำให้เอวิเดสผู้ที่อารมณ์ดีตลอดกาลเริ่มหงุดหงิดขึ้นมานิด ๆ ที่ตัวเองกลายเป็นของเล่นของลูน่า
เจ้าบอกมาตรง ๆ ดีกว่า ลูน่า นั่นหลานของเจ้านะ
นางปลอดภัยดี ท่านไม่ต้องกังวลไปหรอก ลูน่าว่าพลางเริ่มลงมือรับประทานอาหารตรงหน้าอย่างสบายอารมณ์ เอวิเดสขุ่นใจน้องสาว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะรู้นิสัยดี ถ้าเจ้าตัวไม่อยากบอก ต่อให้เค้นคอให้ตายก็ไม่ยอมพูดเด็ดขาด เขาจึงกระแทกกายลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหงุดหงิด พลางคิดทบทวนคำพูดปริศนาของลูน่า
ท่านไปเด็ดดอกไม้ของใครมาล่ะ
......................................................................................
ฝ่าบาท เหล่านางกำนัลลุกขึ้นถอนสายบัวให้อย่างนอบน้อม เมื่อเห็นกษัตริย์แห่งคาโนวาลเดินผ่านประตูเข้ามา ก่อนจะค่อย ๆ เดินเรียงรายกันออกไปอย่างรู้หน้าที่ บาโรรีบรุดมาดูอาการของเด็กสาวด้วยความเป็นห่วง ทันทีที่คณะทูตจากอันเช็คลากลับไป
บาโรไม่ตอบอะไรเพียงแต่พยักหน้ารับรู้ และรอจนนางกำนัลเหล่านั้นพ้นจากประตูห้องออกไป เขาจึงเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตรงหัวเตียง เขาได้รับฟังอาการของเฟลิโอน่าจากหมอหลวงแล้วว่า นางปลอดภัยดี ตอนนี้ไข้ก็ลดลงแล้ว เหลือเพียงอาการอักเสบของแผลเท่านั้นนั้น
การที่ได้เห็นเฟลิโอน่าที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายอลิเซีย ทำให้เขาทั้งรู้สึกดีใจและเจ็บแปลบในหัวใจไปพร้อม ๆ กัน ทั้งดวงตาสีน้ำตาลคู่โตสดใสที่เขาไม่เคยลืม ดวงตาที่เคยทำให้โลกที่แห้งแล้งของเขาเต็มไปด้วยชีวิตชีวา นางทำให้ชีวิตของเขาที่เคยทำทุกอย่างตาม หน้าที่ ได้แปรเปลี่ยนเป็น ทำหน้าที่ด้วยใจรัก ใส่ความรักเข้าไปในภาระหน้าที่ ทำให้หนทางที่เขาต้องก้าวเดินไปสู่จุดหมายนั้นมีดอกไม้ผลิบานอยู่รายทาง ระบายความอ่อนหวานและอ่อนไหวให้หัวใจที่แสนเย็นชากับความอ้างว้างในหนทางที่ต้องก้าวเดินไป ให้รู้จักวาดฝันหวานเพื่อเป็นแรงใจให้ชีวิต นางสอนให้เขาได้รู้ซึ้งถึงความหมายของคำกล่าวที่ว่า
บนผืนดินที่แห้งผากสักเพียงไหน ก็ยังคงมีดอกไม้ผลิบานได้ทุกที่
แต่ว่าดอกไม้ที่งดงามที่เคยผลิบานบนผืนดินนั้นได้ดับสลายลงไปแล้ว ด้วยสองมือของเขาเอง เขาทำให้นางต้องจากไปก่อนเวลาอันสมควร หากเขาไม่ดื้อดึง ไม่เจ็บแค้นจนกระทำการโง่ ๆ ลงไป หวังเพียงจะทำลายผู้ที่ช่วงชิงนางไป นางก็ยังคงเป็นดอกไม้ที่สดใสงดงาม ที่ถึงแม้จะไปหยั่งรากลงในดินถิ่นแดนอื่น แต่อย่างน้อย
เขาก็ยังสามารถคอยมองอย่างห่วงหาได้จากที่ไกล ๆ
ยังได้รับรู้ว่า .......... ดอกไม้นั้นยังคงอยู่
แต่ว่าตอนนี้ ..... ไม่มีอีกแล้ว
บาโรรู้สึกตัวจากภวังค์ เพราะร่างน้อยบนเตียงเริ่มกระสับกระส่าย ริมฝีปากบางขมุบขมิบเอ่ยรำพึงถ้อยประโยคที่เขาได้ยินไม่ถนัด เขาจึงขยับผ้าห่มให้คลุมกายของเฟลิโอน่า และฝ่ามือใหญ่อบอุ่นจึงลูบศีรษะเล็ก ๆ ที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีน้ำตาลเข้มนุ่มละมุนมือนั่นอย่างปลอบประโลม สักพักร่างบางนั้นจึงค่อยสงบลง ลมหายใจที่ทอดยาวสม่ำเสมอ ทำให้เขารู้ว่านางเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างมีความสุข เพราะใบหน้าหวานนั้นระบายแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มจาง ๆ เขาเผลอยิ้มตามรอยยิ้มนั้น ก่อนจะลุกเดินออกจากห้องไป
...............................................................................