FanFicBaramos-Episode




Chapter 11
ความแค้นไม่มีวันจาง



เมื่อริชาร์ดกลับมารวมกลุ่มกับคณะอีกครั้ง เจ้าหญิงแห่งทริสทอร์ ก็เสนอให้ทุก ๆ คนไปพักกันที่วังก่อน ตอนแรกเจ้าชายบาโรไม่ยอมพัก จะกลับแอเรียสให้ได้ แต่เจ้าชายแห่งแอเรียสก็ยียวนไม่ยอมกลับประเทศตน บอกเหนื่อยอยากพักผ่อน ขี้เกียจเดินทาง และสุดท้ายบาโรก็หลงกลคำพูดของเจ้าพ่อมดแห่งแอเรียส



แค่ทริสทอร์ยังกลัว แล้วจะไปสู้กับเดมอสได้ยังไง 



เพียงแค่นี้ก็ทำให้เจ้าชายบาโรยอมพักที่ทริสทอร์




ส่วนนักฆ่าแห่งซาเรส กำลังจะหนีหายไปตอนที่ริชาร์ดวิ่งตามราชินีจันทราไป แต่ว่าถูกนักฆ่าสาวดึงผมยาว ๆ ไว้ซะก่อน พร้อมกระซิบข่มขู่ ในมือก็อุ้มอาเธน่าน้อยที่กำลังหลับพริ้มอย่างมีความสุข



เจ้าจะใจดำปล่อยให้ข้าอยู่กับพวกผู้ชายสามคนนี้ที่ทริสทอร์ตามลำพังหรือไง เห็นแก่อาชีพนักฆ่าด้วยกัน อยู่เป็นเพื่อนกันก่อนสิ



ตอนแรกเขาก็ไม่อยากจะสนใจ แต่พอเห็นแววตาวิงวอนขอร้องของไนอาแล้ว ไหนจะมือที่กำแน่นที่ปอยผมสีทองยาวสลวยของเขาอีก จึงจำใจกัดฟันตกปากรับคำไปอย่างเสียไม่ได้



ก็ได้



@@@@@@@@@@@@@@@@@@@




พี่ชายเขาอุ้มเด็กไม่เป็น มาอยู่กับพี่สาวแทนก็แล้วกันนะ แต่พี่สาวก็อุ้มเด็กไม่เป็นเหมือนกัน ทน ๆ เอาหน่อยนะ อาเธน่า




จาก เพื่อนที่คุยกันได้อย่างสนิทใจ ต้องเปลี่ยนสถานะเป็น พี่สาว ไปโดยปริยาย แต่จะให้เรียกตัวเองว่า แม่ ก็กระดากปาก จึงเรียกว่า พี่สาว แทน



ไนอาหอมแก้มนิ่ม ๆ ของอาเธน่าน้อยอย่างหมั่นเขี้ยวด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากตัวเด็ก เด็กน้อยที่ตื่นขึ้นมาดื่มนมที่ทางทริสทอร์จัดหาให้และอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยแล้ว กำลังหัวเราะอย่างร่าเริง อย่างไม่รับรู้ความเป็นไปใด ๆ ในอดีตที่ผ่านมาอีกแล้ว



เด็กที่บริสุทธิ์เหมือนผ้าขาว รอคอยเพียงวันเวลาที่จะแต่งแต้มสีสันให้กับผ้าขาวนี้



ด้วยสัญชาติญาณของเพศแม่ ทำให้ไนอาพอจะเลี้ยงเด็กได้บ้างนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ยังดีที่เจ้าหญิงเบรียทิซยังจัดหาแม่นมมาช่วยดูแลอาบน้ำให้เด็ก ไม่อย่างนั้น อาเธน่าคงคอหักตายไปนานแล้วด้วยมือของนักฆ่าสาว ที่ต้องกลายเป็น พี่เลี้ยงจำเป็น




นี่ อาเธน่า เจ้ารู้ไหม หน้าตาของเจ้าชายบาโรน่ะตลกแค่ไหน ตอนที่เจ้าร้องไห้โยเยน่ะ เห็นแล้วยังขำไม่หายเลย อยากให้เจ้าได้เห็นจริง ๆ ตอนนี้นักฆ่าสาวพูดกับเด็กน้อย ด้วยสรรพนามที่เหมือนเดิม เหมือนกำลังคุยกับเพื่อนเก่า และน้ำเสียงตอนท้ายแฝงความเศร้าเล็กน้อย



อีกตั้งสิบหกปี กว่าเจ้าจะเหมือนเดิม ดวงตาใสแจ๋วไร้เดียงสาของอาเธน่าน้อย จ้องมองไนอาอยู่อย่างเงียบ ๆ ราวกับเข้าใจในสิ่งที่เธอพูด



เจ้ารู้ไหม เจ้าเป็นเพื่อนคนแรกของข้าเลยนะ อ้อ ลืมไป ลืมเจ้าเวสไปคนหนึ่ง แต่ดูสิ ตอนนี้เจ้ากลายเป็นเด็กไปซะแล้ว



อาเธน่าน้อยหัวเราะยิ้มร่า ให้กับเธอ ทำให้นักฆ่าสาวยิ้มตอบให้ แล้วก็ก้มลงหอมแก้มนุ่ม ๆ นั้นอีกที




แล้วเสียงหัวเราะที่ประสานกันของเพื่อนสาวต่างวัยก็ดังกังวานทั่วห้องพักอย่างมีความสุข


@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@




ท้องฟ้ายามราตรีมืดสนิทไร้หมู่เมฆหมอก ถึงจะมืดแต่ก็เป็นความมืดที่ใสกระจ่าง ดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวของโลกส่องแสงสว่างกระจ่างฟ้าบดบังดวงดาวเล็ก ๆ จนหมดสิ้น สายลมพัดเอื่อย ๆ กำลังเย็นสบาย



ขาเรียวยาวของเจ้าหญิงเบรียทิซเจ้าบ้านเดินทอดน่องภายในสวนดอกไม้ภายในวังอย่างไม่ต้องเกรงกลัวต่ออันตรายใดใดแม้จะอยู่เพียงลำพัง ความคิดภายในใจของเธอตอนนี้
กำลังทบทวนเรื่องราวในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา แม้จะช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ก็มีหลากหลายความรู้สึก ทั้งรัก ทั้งเกลียด ทั้งอยากเอาชนะ แต่สุดท้าย ........ เธอเองคือคนที่พ่ายแพ้



ครั้งแรกที่ได้พบกับเขา ......... เจ้าชายแห่งคาโนวาลคนนั้น คนที่อวดดี จองหอง ชอบขัดใจเธอ



แต่ว่า....... ทำไมหัวใจของเธอถึงได้สั่นไหวทุกครั้งที่ได้พบหน้าเขา



และทำไมต้องรู้สึกไม่ชอบใจที่เห็นเขาคอยแต่ดูแลปกป้องผู้หญิงคนนั้น



หญิงสามัญที่ไม่ได้มียศ มีตำแหน่งเป็นถึงเจ้าหญิงอย่างเธอ



ความรู้สึกแบบนี้ เขาเรียกว่า รัก หรือเปล่า



เจ้าหญิง ก็ต้องคู่กับ เจ้าชาย สิ



มันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ไม่อย่างนั้นจะมีนิทานมากมายที่เจ้าชายคู่กับเจ้าหญิง เล่าขานสืบต่อกันมามากมายหรืออย่างไร




แต่เธอก็ลืมนึกไปว่า ถึงแม้ว่านิทานส่วนมากจะให้เจ้าชายได้ครองคู่กับเจ้าหญิง แต่ถึงอย่างไรก็ยังคงมีนิทานบางเรื่องที่เจ้าชายไม่จำเป็นต้องคู่กับเจ้าหญิง



.....ซินเดอเรลล่า




และยังมีนิทานอีกเรื่องหนึ่ง ที่คู่ครองของเจ้าหญิงไม่ใช่เจ้าชาย




...... อาละดิน กับตะเกียงวิเศษ


เจ้าหญิงเดินผ่านสวนดอกไม้หลากหลายชนิด ดอกไม้งามหายากมากมายนานับชนิดเรียงรายอยู่สองข้างทาง เธอเดินชมดอกไม้ไปเรื่อย ๆ จิตใจก็เริ่มผ่อนคลายลง ความสบายใจเต็มตื้นขึ้นมาทีละนิด ดวงหน้าสะสวยงดงามเริ่มมีรอยยิ้มพิมประพาย เดินจนมาถึงท้ายสวน และได้พบเห็นใครคนหนึ่งยืนอยู่ ณ ตรงนั้น


............ นายนักพเนจรที่ชอบใช้วาจายียวน


นายคนนั้นยืนกอดอกชมจันทร์ และเหมือนเขาคงจะได้ยินเสียงฝีเท้าของเธอ เขาจึงหันมามองพร้อมกับรอยยิ้มที่เธอเห็นว่า


มันกวนอารมณ์เป็นที่สุด


กระหม่อมออกมาเดินเพ่นพ่านภายในสวนของฝ่าบาท กระหม่อมขอประทานอภัยด้วย


ก็รู้ว่าไม่ควร แล้วออกมาทำไม


"ออกมาชื่นชมความงานที่ธรรมชาติสร้างสรรค์มาเพื่อมนุษย์ตัวเล็ก ๆ อย่างเราไง ฝ่าบาท



แล้ว......เพื่อนเจ้าล่ะ เจ้าหญิงแทบจะกัดลิ้นตัวเอง เมื่อคิดได้ว่าไม่ควรหลุดปากถามออกไป ให้เขารู้ความในใจของตน


ถ้าฝ่าบาทหมายถึงริชาร์ด เขากำลังนั่งทำซึ้งกับดวงจันทร์อยู่ที่ห้องน่ะ ส่วนบาโร....... เขาหยุดอยู่ที่ชื่อนี้อย่างจงใจแกล้งเจ้าหญิงตรงหน้า


หลับไปแล้ว


หลับ? เจ้าหญิงทวนคำพูดนั้นอย่างงง ๆ ก็ตอนแรกตาเจ้าชายนั่นทำท่าไม่อยากจะมา แต่พอมาถึงกลับหลับไปง่าย ๆ อย่างนี้


ใช่ กระหม่อม หลับ บาโรเป็นนักรบ เขาไม่ใช่คนที่จะมานั่งชื่นชมดวงจันทร์ หรือดวงดาวหรอก แล้วหมอนี่น่ะ ถ้าสบายใจแล้วล่ะก็จะหลับเป็นตายเชียวล่ะ แล้วยิ่งช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา เกิดเรื่องขึ้นตั้งมากมาย ตอนนี้ก็คงเฝ้าพระอินทร์ไปเรียบร้อยแล้ว



วิลเลี่ยมอธิบายถึงนิสัยของเพื่อนรักอย่างนึกขำในใจไปด้วย ใครเลยจะรู้ เจ้าชายบาโร แห่งคาโนวาล ดินแดนแห่งนักรบ จะนอนง่ายขนาดนี้ ถ้ายามมีปัญหาหรือเกิดสงครามบาโรสามารถอดหลับอดนอนได้สามคืนติดต่อกัน แต่ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หรือว่าเวลาที่สบายใจ ก็จะหลับเป็นตายราวกับจะชดเชยเวลาที่เสียไปเลยทีเดียว


พิลึกคนจริง ๆ เจ้าหญิงพูดอย่างนึกขำอย่างไม่อยากจะเชื่อ ว่าตาเจ้าชายขี้เก๊กนั่นจะมีอีกมุมที่น่ารักกับเขาด้วย


ส่วนเวส .... ตอนนี้เขาก็คงเดินสำรวจทั่ววังของฝ่าบาทแล้วล่ะ นักฆ่าต้องศึกษาเส้นทางหนีทีไล่ให้รอบคอบเสมอ



โดยไม่รู้ตัว ทั้งสองคนนั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่ คุยกันไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาได้ผ่านไปนานเท่าไหร่ วิลได้เล่าเรื่องราวสนุกสนานมากมายเมื่อครั้งอยู่ที่โรงเรียนพระราชาเอดินเบิร์ก ความผูกพันของพวกเขาสามคน หนึ่งเจ้าชาย หนึ่งพ่อมด และหนึ่งนักพเนจร ที่กลายมาเป็นเพื่อนรักกันได้ ด้วยนิสัยที่แตกต่างกันแต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับคำว่า มิตรภาพ



เจ้าหญิงตั้งอกตั้งใจฟังเรื่องราวที่วิลเล่า ร่วมหัวเราะไปกับวีรกรรมที่พวกเขาได้สร้างเอาไว้ ซักถามเกี่ยวกับวิธีการเล่นหมากกระดานเกียรติยศ เธอตั้งใจว่าจะเอามาเล่นที่ทริสทอร์บ้าง แล้วเธอเองก็เผลอเล่าเรื่องราวของตนให้อีกฝ่ายฟัง ว่าตัวเอง ก็เหมือนนกน้อยในกรงทอง มีทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการ ขอเพียงชี้นิ้วสั่งหรือเอ่ยปากเท่านั้น ไม่มีใครกล้าขัดใจเธอ ด้วยตำแหน่ง เจ้าหญิงรัชทายาท แต่จะมีใครสักคนไหม ที่รักและเข้าใจเธออย่างแท้จริง มิใช่เพียงแค่ตำแหน่งที่เธอมี



ถึงจะมีทุกอย่าง สิ่งที่ขาดมีเพียง อิสรภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่เธออยากได้มากที่สุด เธอมีความฝันว่าอยากจะท่องเที่ยวไปให้ทั่วเอเดน หรือบางทีอาจจะไปเดมอสและสโนว์แลนด์ด้วย



ข้าจะรอวันที่ รัชทายาทตัวจริงมารับตำแหน่งนี้ เธอกระซิบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ดวงตาสีเขียวนั้นเปล่งประกายแห่งความหวัง



หืม เขาครางในลำคอและเลิกคิ้วมองหน้าอีกฝ่ายอย่างแปลกใจแกมหวาดหวั่น



เจ้ารู้ไหม ที่จริงแล้ว ตำแหน่งรัชทายาทน่ะ ต้องเป็นผู้สืบสายเลือดของเจ้าหญิงรัชทายาทองค์ก่อน ที่อภิเษกไปเวนอล ด้วยข้อสัญญาตั้งแต่ครั้งที่นางไปยังเวนอลแล้วว่า ทายาทรุ่นที่สองของนางจะต้องยกให้ทริสทอร์ ข้าล่ะอยากให้ลูกของนางแต่งงานแล้วมีลูกเร็ว ๆ จัง จะได้มาเป็นอยู่ที่นี่แทนข้า แล้วข้าก็จะได้ไปท่องเที่ยวอย่างที่ใจข้าฝันไว้ เธอกระซิบกระซาบเล่าความลับแห่งราชวงศ์ให้เขาฟังด้วยท่าทางราวกับเด็ก จนเขาอดเอ็นดูไม่ได้



แต่เขาก็ไม่อาจบอกนางได้เช่นกันว่า ทายาทรุ่นแรกของเจ้าหญิงรัชทายาทแห่งทริสทอร์องค์ก่อนน่ะ คือ ตัวเขาเอง



@@@@@@@@@@@@@@@@


อีกด้านหนึ่งของพระราชวังทริสทอร์ นักฆ่าหนุ่มผมทองนั่งพักกายอยู่ริมระเบียง หลังจากเดินสำรวจบริเวณโดยรอบแล้ว นัยน์ตาสีม่วงเข้มเหม่อมมองไปไกล ในห้วงคำนึง เขากำลังนึกถึงอดีต


แววตาอาฆาตของเด็กน้อยคนหนึ่งที่เขาได้สังหารครอบครัวของเด็กนั่นจนหมดสิ้น เหลือเพียงเด็กน้อยที่มีแต่ความเคียดแค้น



แค้นที่ถูกพรากจากคนที่รัก



แค้นที่ต้องเสียแขนไปข้างหนึ่ง



คำพูดสุดท้ายของเด็กคนนั้นยังคงฝังแน่นในความทรงจำของเขา รู้สึกเสียดแทงในใจทุกครั้งที่นึกถึง รู้สึกถึงแรงอาฆาตพยาบาทที่รุนแรง



............ แล้วแกจะต้องเสียใจที่ไม่ฆ่าข้า เพราะวันข้างหน้า ข้าจะไม่เพียงแต่จะฆ่าแก แต่จะฆ่าและทำลายทุกสิ่งที่แกรัก เหมือนอย่างที่แกทำกับครอบครัวข้า


โชคดีที่เขาไม่มีสิ่งใดที่รักที่ต้องห่วง ให้เขาต้องระวัง ต้องหวาดกลัวการสูญเสีย



เขาเข้าใจแล้วว่า ทำไมนักฆ่าถึงไม่อยากมีเพื่อน ไม่อยากผูกพันกับใคร



เพราะว่า ........



ด้วยความกลัวนั่นเอง



กลัวว่าตนเองจะมีห่วง



กลัวการสูญเสียของรัก



อย่างที่ตนเคยพรากจากผู้อื่น



เวส ฟิลมัส นั่งจมอยู่กับอดีตมากจนเกินไป จนไม่อาจรู้ได้เลยว่า ณ ซอกมุมหนึ่งที่ไม่ไกลจากจุดที่เขานั่งอยู่นั้น มีแววตาคู่หนึ่งจ้องมองอย่างอาฆาตมาดร้าย



ในที่สุดข้าก็พบเจ้าแล้ว เจ้าฆาตกร เหมือนกับปาฏิหาริย์จริง ๆ ไม่นึกฝันเลยว่า ข้าจะมีวันนี้ วันที่ได้แก้แค้นให้กับพ่อแม่ 



เจ้าของดวงตาคู่นั้นพึมพำเบา ๆ กับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่สุขสมหวัง รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นตรงมุมปาก




แล้วร่างผอมเกร็งนั้นก็ค่อย ๆ เคลื่อนกายหายไป ลำแสงสว่างจากดวงจันทร์พาดผ่านร่างนั้น แลเห็นว่า เป็นเด็กหนุ่มพิการที่ไร้แขนขวา



@@@@@@@@@@@@@@@@@



ขณะเดียวกัน แต่อีกฟ้าฟากหนึ่ง



นครจันทรา ณ เดมอส



ไปไหนมา แล้วทำไมแต่งตัวแบบนั้น สุรเสียงหงุดหงิดที่ดังมาจาก... จ้าวปีศาจเอวิเดส ซึ่งกวาดตามองน้องสาวของตัวเองที่แต่งตัวเป็น ซิสเตอร์ 



เดี๋ยวนี้นับถือพระเจ้าแล้วหรือ



อ้าว ท่านพี่ ทำไมมาถึงที่นี่ได้ล่ะ ราชินีจันทราไม่ตอบ แต่กลับย้อนถามด้วยความแปลกใจมากกว่าที่พี่ชายของตนจะเดินทางมาถึงนี่ ซึ่งปกติแล้ว เอวิเดส แทบจะไม่เหยียบย่างมาที่นครแห่งนี้เลย เหตุผลน่ะหรือ ก็เพราะว่า เขากลัวที่จะหลุดปากพูดอะไรตามใจคิดน่ะสิ ซึ่งปกติ ก็พูดอะไรโดยไม่คิดอยู่แล้ว


"

เจ้ายังไม่ตอบข้า



ก็.... ไปกำกับละครมาน่ะสิ คำตอบของนาง ทำให้เกิดเครื่องหมายคำถามแปะอยู่บนใบหน้าของเอวิเดส



อ๊ะ ๆ อย่าถาม ความลับบอกไม่ได้ ว่าแต่ .... พรุ่งนี้ท่านจะไปรับ ว่าที่ราชินี ของท่านหรือเปล่า



ชิ ก็เพราะเรื่องนี้แหละ ที่ทำให้ข้ากลุ้มใจอยู่เนี่ย เพราะเจ้าคนเดียว ข้าไม่น่าเชื่อคำพูดของเจ้าเลย บอกให้แกล้งขอลูกสาวตาแก่ไฮคิง เพื่อแกล้งมัน ที่ไหนได้ ตาแก่นั่นดันบ้าจี้ ยกนางให้เป็นห่วงผูกคอข้า หรือว่ามันคิดจะแกล้งข้าก็ไม่รู้ ใบหน้าของท่านจ้าวปีศาจดูหงุดหงิดเป็นที่สุด



แหม ท่านพี่ เจ้าหญิงแห่งบารามอสงดงามน่ารักจะตาย ท่านไม่สนใจบ้างเลยเหรอ



ผู้หญิง เชอะ ก็เหมือนเจ้าน่ะสิ จอมยุ่ง น่าเบื่อจะตาย แถมยังเป็นยายเด็กปากร้าย ที่บังอาจมาว่าข้า แก่ อีก



เอวิเดสคิดอย่างหงุดหงิด เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า เจ้าหญิงแห่งบารามอสที่ตาแก่ไฮคิงยกให้นั้น จะเป็นคนเดียวกับเด็กสาวปากกล้าที่เขาพบในวันศึกหมากกระดานเกียรติยศ



อ้าว ทำไมมาลงมาที่ข้าล่ะ แต่ช่างเถอะ อีกไม่นาน ท่านจะต้องขอบใจข้า ที่ช่วยเป็นแม่สื่อให้ท่าน ลูน่าหัวเราะอย่างมีความสุข กับสิ่งที่ตัวเองได้เห็นในอนาคต แต่ จ้าวปีศาจเอวิเดส กลับรู้สึกเซ็งสุด ๆ ที่วังเดมอส ต้องมีผู้หญิงเข้ามาอยู่ด้วย แถมยังมาเป็นราชินีของเขาอีกต่างหาก



ชีวิตหนุ่มโสดหลายพันปีที่ผ่านมา ต้องปิดฉากลงแล้วหรือนี่


ท่านพี่ไม่ไปรับนางจริง ๆ หรือ ลูน่ายังคงเซ้าซี้ต่อไปอย่างสนุกสนาน



ไม่ สุรเสียงเข้ม ๆ ที่ตอบกลับมานั้น สร้างรอยยิ้มบนใบหน้างดงามของราชินีจันทรา ด้วยรู้ทันความคิดของอีกฝ่าย



@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@


ยามใกล้รุ่ง วิลเพิ่งจะกลับมาถึงห้องพัก ที่เขาพักรวมกับอีกสามสหาย ด้วยว่าไม่อยากรบกวนทางทริสทอร์มากเกินไป เพราะว่าเมื่อพวกเขามาถึงก็ดึกมากแล้ว และเพียงแค่อาศัยนอนคืนเดียวเท่านั้น



เขาปรายตามองริชาร์ด ที่กอดหมอนข้างนอนหลับอย่างมีความสุขราวกับเด็กที่นอนฝันดี



บาโรนั่งพิงหัวเตียงหลับไป ในมือยังถือดาบปราบมารแนบกาย ท่าทางระวังภัย



ส่วนเวส นั่งกอดอกหลับท่าเดียวกับบาโร อย่างระวังตัว



เขามองอิริยาบถยามหลับของสามสหายแล้วก็ยิ้มอย่างขบขัน ก่อนจะล้มตัวลงนอนยังที่ของตน



พรุ่งนี้การเดินทางครั้งใหม่จะเริ่มต้นขึ้น หวังว่าพวกเขาคงเดินทางไปถึงสโนว์แลนด์โดยสวัสดิภาพ



เขาได้แต่ภาวนาในใจว่า อย่าให้บาโรอาละวาดออกมายามที่ต้องผ่านเดมอสก็พอ



@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

Chapter 10 เอื้อมไม่ถึง



พ่อลูกอ่อน


นักรบพ่อลูกอ่อน


เสียงกระซิบกระซาบที่แว่วให้ได้ยินเป็นระยะ ๆ ตามด้วยเสียงหัวเราะงุ้งงิ้งเบา ๆ ของสองเพื่อนตัวกวนจอมแสบที่หัวชนกัน มองมาทางเขา แล้วก็หันไปหัวเราะคิกคักกันอีก ทำให้เส้นอารมณ์ของเจ้าชายบาโร กระตุกเป็นริ้ว ๆ จนแทบจะขาดผึงอยู่รอมร่อ หากแต่ยังปกปิดซุกซ่อนไว้ได้อย่างมิดชิดภายใต้หน้ากากอันนิ่งเฉยราวรูปปั้น จะมีเล็ดรอดก็เพียงสายตาอาฆาตที่มองตอบกลับไปเท่านั้น แต่นั่น ก็ไม่เพียงพอให้นักพเนจรและพ่อมดหุบปากลงได้


ภาพเจ้าชายนักรบแห่งคาโนวาลร่างกายกำยำสูงใหญ่อย่างชายชาตินักรบ หน้าตาบึ้งตึงดุดัน นัยน์ตาสีฟ้าฉายแววหงุดหงิด แถมมีแผลบากกลางหน้า กำลังอุ้มทารกตัวน้อยที่กำลังหลับปุ๋ยอย่างมีความสุข ไว้ในอ้อมแขนด้วยท่าทางเงอะงะ ดูน่าตลกน้อยซะเมื่อไหร่ ในสายตาของคนมอง


นักรบที่ต้องกลายเป็นพ่อลูกอ่อน ได้แต่ถวายสายตาเขียวปัดแทนคำด่า ไปยังเจ้าชายแห่งแอเรียสและนักพเนจรกำมะลอ แต่ในที่สุดเจ้าชายนักรบผู้ที่เคยมีความอดทนสูง ก็ถึงจุดเดือดของความอดทน เลยประเคนคำด่าใส่เจ้าสองคนนั้นไป ผลก็คือ แม่หนูน้อยในอ้อมกอดสะดุ้งตกใจตื่น ร้องไห้จ้าไม่ยอมหยุด แถมยังดิ้นขลุกขลักอีกต่างหาก น้ำตาหยดน้อยซึมออกมาจากดวงตาสีฟ้าสดใส เปรอะเปื้อนเต็มดวงหน้าเล็ก ๆ ที่ขาวใสละเอียดนุ่มนิ่ม ทำให้เขาทำอะไรไม่ถูก รวมทั้งเจ้าสองคนที่ก่อเรื่องด้วย ได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก สองแขนที่โอบอุ้มร่างเล็ก ๆ อยู่ ก็เกิดการสั่นขึ้นมาด้วยความตกใจกับเสียงร้องไห้ของเจ้าตัวเล็กที่ดังกังวานใสราวกับระฆัง



แล้วเสียงสวรรค์ ที่เหมือนนางฟ้ามาโปรดก็ทำให้ทั้งสามหนุ่มลืมนึกไปว่า มีผู้หญิงตั้งสามคนร่วมชะตากรรมอยู่ด้วย


นักฆ่าสาว .... ไนอา กับ นักบวชสาว .... ซิสเตอร์ มารีอา และเจ้าหญิงรัชทายาทแห่งทริสทอร์ ... เบรียทิซ แต่คนหลังนี้ไม่ต้องพูดถึง ไม่สนใจเด็กอยู่แล้ว


ข้าอุ้มเอง


ซิสเตอร์มารีอา นักบวชที่มีความเมตตาสมอาชีพ รับอาเธน่าน้อยไปอุ้มไว้ ทันทีที่เจ้าชายนักรบยื่นแขนมาตรงหน้าอย่างรวดเร็วทันทีที่ได้ยินเสียงสวรรค์ จนเกือบจะเรียกได้ว่าโยน แต่ทันทีที่มือบางแตะต้องตัวแม่หนูน้อย ก็เกิดความเย็นเฉียบจนชาไปทั้งกาย เย็นจนรู้สึกว่าความเย็นนั้นกำลังบาดผิวกายของตน จึงรีบต้องสร้างเกราะเวทขึ้นมาปกป้องร่างกายตนอย่างรวดเร็วโดยระวังไม่ให้ผู้อื่นสังเกตหรือสัมผัสได้ อาการเจ็บปวดนั้นจึงค่อยทุเลาลง แต่ก็ไม่หายสนิท คงเหลือไว้เพียงอาการชา ๆ เท่านั้น



พลังเวทของเจ้าร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือนี่ อาเธน่า



พลังเวทบริสุทธิ์ขั้นสูง



สูงเกินกว่าคนอย่างข้าจะแตะต้องได้



... หญิงศักดิ์สิทธิ์ ... จอมภูตแห่งสโนว์แลนด์ เจ้าตื่นขึ้นมาแล้วสินะ



เมื่อใดที่เจ้าเติบโตขึ้น และหากเราได้มีโอกาสประมือกัน



ข้าจะรับมือเจ้าได้หรือเปล่า ข้ายังไม่แน่ใจเลยด้วยซ้ำ



แต่ว่า ....... อนาคตที่ข้าวาดหวังไว้ คงต้องพึ่งพาเจ้าล่ะนะ



ความสงบสุขที่แท้จริงของสองดินแดน



ครึ่งหนึ่ง ข้าฝากไว้ที่เจ้า



ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง ............



ข้าฝากไว้กับ ..........



ดวงหน้างดงามแลดูอ่อนโยนยามทอดตามองเด็กน้อยในอ้อมกอด ดวงตาสีนิลคู่งามดูอบอุ่นละมุนละไม แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง แม้จะมีแว่นตาหนา ๆ บดบังอยู่ก็ตาม เรียวปากบางราวกลีบกุหลาบแตะแต้มด้วยรอยยิ้มจาง ๆ สองแขนเรียวโอบกอดร่างเล็ก ๆ นั้นอย่างทะนุถนอม เสียงหวาน ๆ ร้องเพลงคลอเบา ๆ เห่กล่อมปลอบประโลมแม่หนูน้อยให้คลายตกใจ อาเธน่าน้อยค่อย ๆ หยุดร้องไห้ และหลับไปอีกครั้ง ภาพที่อบอุ่นอ่อนโยนนั้น ทำให้หัวใจของใครบางคนหวั่นไหวได้ไม่ยาก ......... เจ้าชายแห่งแอเรียสริชาร์ด โมนาโรค



ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ผู้หญิงตรงหน้า จะมีอีกแง่มุมหนึ่งที่อ่อนโยนเช่นนี้



สตรีที่เคยอำมหิต เย็นชา ดูราวกับไร้ซึ่งหัวใจ



แต่ก็เป็น ... คนที่ทำให้หัวใจของเขาหวั่นไหวยามสบนัยน์ตาคู่งาม .... ที่ดูอวดดี


สตรีที่มีพลังเวทและอาคม เหนือกว่าเขา



แต่ว่า ..... กรุ่นกลิ่นกายนางที่หอมหวาน ยังคงอบอวลติดจมูก และติดตรึงในใจเขาไม่รู้ลืมราวกับต้องคำสาป



แก้มนวลนุ่มที่เขาเคยฉกฉวยโอกาสเอาเปรียบ รอยสัมผัสนั้นยังคงไม่จางหายไปจากความรู้สึก


และ .... ดวงหน้างดงามที่เขาแอบเอาไปฝันถึงอยู่เสมอยามอยู่ในห้วงนิทรา


ราชินีจันทราแห่งเดมอส .... ลูน่า เกรเดเวล



ถึงแม้จะอยู่ภายใต้ชุดของนักบวชและแว่นตาห
นา แต่เขาก็รู้ และรู้มานานแล้วว่า ตัวตนที่แท้จริงของนางคือใคร แต่ความอยากรู้ทำให้เขาไม่เปิดเผยตัวตนของนาง อยากรู้ว่านางมาเพื่อจุดประสงค์ใด ที่แนใจอย่างหนึ่งคือ นางมาดี




และที่สำคัญ .......... ขอแค่ได้เห็นหน้านางในทุก ๆ วันก็เพียงพอแล้ว


เอ้า ริช มัวแต่จ้องสาวอยู่ได้ มารักษาแผลให้บาโรก่อนสิ จอมปราชญ์พเนจรเอ่ยขัดจังหวะอารมณ์ซึ้ง ๆ ของเพื่อนรัก จนคนที่กำลังทำซึ้งอารมณ์ค้าง หั
นกลับมามองหน้าเจ้าจระเข้ขวางคลองด้วยแววตาขวาง ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างยียวนตามแบบฉบับที่เป็นมาแต่เกิด






เฮ้อ ข้าก็ไม่ค่อยชำนาญเวทรักษาสักเท่าไหร่นะ วิล เกรงว่าจะช่วยเจ้าชายพ่อลูกอ่อนไม่ได้น่ะสิ



คำก็ พ่อลูกอ่อน



สองคำก็ พ่อลูกอ่อน



ทำให้เจ้าชายพ่อลูกอ่อนที่ช่วงนี้อารมณ์ยิ่งแปรปรวนง่าย ๆ อยู่
อยากจะเปิดศึกสงครามกับแอเรียสให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไปเลยแต่แล้วความที่อยากเอาคืนเจ้าคนที่มันบ้าศักดิ์ศรีพอ ๆ กับเขาก็วูบขึ้นมา




ทำไม่ได้มากกว่ามั้ง ไม่ใช่ว่าไม่ชำนาญหรอก ข้าว่า



เชอะ ไม่มีอะไรที่พ่อมดอัจฉริยะ อย่างริชาร์ดคนนี้จะทำไม่ได้ แผลขี้ปะติ๋ว



เสร็จมันจนได้




พ่อมดอัจฉริยะแห่งแอเรียสนึกเจ็บใจตนเอง ที่ดันปากไวเท่าใจคิด จึงต้องมาร่ายเวทรักษาบาดแผลให้เจ้าชายแห่งคาโนวาลที่พักหลังนี้มันชักจะเจ้าเล่ห์มากขึ้
นกว่าแต่ก่อน



ไม่ต้อง ปล่อยมันไว้อย่างนี้แหละ



คนเจ็บร้องบอกออกมาก่อนที่พ่อมดจะทำการรักษาบาดแผลบนใบหน้าของเขา ทำให้ทั้งพ่อมดและนักพเนจรเกิดความสงสัย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากถามอะไร เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไป



อยากเก็บแผลนี้ไว้เตือนใจตัวเอง ให้ระลึกถึงว่า



จิตใจของข้าอ่อนแอเพียงใด หากข้าไม่หวั่นไหวกับภาพมายาตรงหน้า



อาเธน่าก็คงไม่ต้องเป็นอย่างนี้



ไนอา เจ้าอุ้มอาเธน่าทีสิ ราชินีจันทราในคราบของซิสเตอร์บอกกล่าวกับนักฆ่าสาว พร้อมกับยื่นอาเธน่าน้อยในมือส่งให้



ไนอารับมาอย่างงง ๆ และอุ้มร่างเล็ก ๆ นั้นอย่างทุลักทุเลไม่แพ้บาโร


ก็นักฆ่านี่นา ไม่ใช่พี่เลี้ยงเด็ก


เคยแต่ฆ่าคน แต่ไม่เคยเลี้ยงเด็ก


เมื่อเห็นว่าไนอาอุ้มอาเธน่าไว้อย่างปลอดภัยแล้ว ซิสเตอร์มารีอา ก็หันมาบอกลากับทุก ๆ คน


ตรงนี้ก็ใกล้จะถึงโบสถ์ที่ข้าจะไปแล้ว ข้าเดินไปเองได้ ไม่รบกวนพวกท่านแล้วล่ะ


ทำไมต้องไป พ่อมดแห่งแอเรียสรีบถามขึ้นมาทันทีที่หัวใจร่ำร้อง



ดวงหน้างดงามของซิสเตอร์มารีอา มีรอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้น ทำให้ดวงหน้านั้นแลดูอ่อนโยนยิ่งนัก


ท่านลืมไปแล้วหรือ ข้าเพียงแค่อาศัยเกวียนของพวกท่านร่วมทางมาเท่านั้น จุดหมายปลายทางของข้าก็มิใช่ที่เดียวกับท่าน และตอนนี้ ข้าก็เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วด้วย เราก็ควรแยกทางเดินกันเสียที



เรียบร้อยอะไรกัน ท่านก็เห็น อาเธน่ากลายเป็นทารกแบบนี้ พวกเราไม่มีใครดูแลเด็กเป็น มีแต่ท่านคนเดียว แล้วอย่างนี้ท่านจะบอกว่าเรียบร้อยอีกหรือ ริชาร์ดไม่ละความพยายามที่จะหาข้ออ้างให้อีกฝ่ายร่วมทางไปด้วย ขอเพียงยืดเวลาให้นางได้อยู่ตรงนี้ก็พอแล้ว


นั่นสินะ ......... แล้วพวกท่านจะทำอย่างไรต่อไปล่ะ จะไปไหนกันต่อ นางไม่ตอบคำถามนั้น หากแต่ถามคำถามกลับไป ทำให้ทุก ๆ คนต่างก็หาคำตอบไม่ได้


นั่นสิ จะทำอย่างไรต่อไป จะไปไหนกัน


พวกเขามาทริสทอร์ก็เพื่อถอนอาคมปีศาจโลหิตให้อาเธน่า แต่ว่า ..... เรื่องมันกลายเป็นแบบนี้แล้ว


จะทำอย่างไรต่อไป


พาอาเธน่ากลับสโนว์แลนด์


เจ้าชายบาโรตัดสินใจในทันที อาเธน่าเป็นชาวสโนว์แลนด์ ก็ควรจะพานางกลับไปที่นั่น เป็นการดีที่สุด



ทำสิ่งที่ท่านเห็นสมควรเถอะ ทุกอย่างอยู่ที่ท่านตัดสินใจ แต่ข้ามีเรื่องจะบอกท่านอยู่เรื่องหนึ่ง คือ การสูญเสียในบางครั้ง สิ่งที่ได้กลับมา ก็คือความเป็นตัวของเราเอง


เมื่อกล่าวจบ นางก็หันหลังเดินจากไปทันที โดยไม่รู้ตัวว่าได้นำพาหัวใจของใครคนหนึ่งจากไปพร้อมกับนางด้วย ท่ามกลางความงุนงงของหลาย ๆ คนที่เหลือ ริชาร์ดได้แต่ยืนนิ่งงันอย่างนั้นอยู่นาน กว่าจะรู้ตัวก็รีบวิ่งตามหลังร่างบางไปทันที เขารีบคว้าข้อมือบางไว้ได้ก่อนที่นางจะลับกายไปด้วยเวทมนตร์


เมื่อมือถูกดึง ราชินีจันทราในคราบของซิสเตอร์จึงหันกลับมามอง บุรุษที่บังอาจมาจับมือเธอไว้ สีหน้าสงบนิ่งไม่บ่งบอกอารมณ์ใด ๆ มีเพียงคิ้วเรียวที่เลิกขึ้นมองอย่างแปลกใจ


นางมองเข้าไปในดวงตาของเจ้าชายแห่งแอเรียส รับรู้ถึงความรู้สึกที่เขามีให้ เรียวปากบางแย้มรอยยิ้มอย่างช้า ๆ ทำให้พ่อมดหนุ่มใจชื้นขึ้นมาบ้าง


ท่านเปลี่ยนใจเสียเถอะ ข้าไม่อาจรับน้ำใจของท่านได้หรอก เจ้าชายแห่งแอเรียส



ทำไมล่ะ ข้าไม่เห็นว่าเราสองคนจะไม่เหมาะสมกันตรงไหน



เวลาของปีศาจกับมนุษย์ต่างกันมากนัก หนุ่มน้อย



เมื่อถูกปรามาสเอาซึ่ง ๆ หน้า ทำให้ใบหน้าของ หนุ่มน้อยริชาร์ด ขึ้นสีก่ำทันที ไม่ใช่เพราะอาย แต่เพราะโกรธ โกรธที่สตรีตรงหน้าหมิ่นน้ำใจของเขาเหลือเกิน ดังนั้นมือใหญ่ที่กอบกุมข้อมือบางจึงบีบแรงขึ้นตามแรงอารมณ์โดยไม่รู้ตัว แต่ทันใดนั้น เขากลับรู้สึกเจ็บที่ข้อมือของตนทันที เหมือนกับว่าถูกบีบรัดอย่างรุนแรง เขาจึงเผลอคลายมือจากข้อมือบาง และทันทีอีกเช่นกัน ที่ความเจ็บปวดนั้นก็มลายหายไปในบัดดล



ข้าจะบอกเหตุผลสำคัญอีกข้อให้ท่านรู้ไว้ก็แล้วกันว่า ทำไมข้าถึงไม่อาจรับน้ำใจจากท่านได้



ดวงตาของพ่อมดหนุ่มเบิกขึ้นนิด ๆ อย่างใคร่รู้



ข้าไม่ชอบผู้ชายลงพุงน่ะ



แล้วราชินีจันทราก็หัวเราะเสียงใสอย่างถูกใจ ก่อนที่จะเดินลับตาไปด้วยเวทมนตร์ ปล่อยให้พ่อมดแห่งแอเรียสงุนงงยิ่งนัก


ลงพุง



เขาน่ะเหรอ ลงพุง




ริชาร์ดได้แต่คิดอย่างไม่เข้าใจ และสับสน งุนงงยิ่งนัก กับสรีระของตนเอง



ลงพุงตรงไหนกัน



เขาไม่อาจรู้ว่าสตรีที่เขาหลงรักนั้นมีพลังพิเศษในการอ่านใจคนและมองเห็นอนาคตของคน ๆ นั้น และหากเขารู้ว่าในอนาคต สังขารของเขาจะไม่สง่างามเช่นปัจจุบัน เขาคงจะไม่ปล่อยปละละเลยตัวเองเสวยสุขจนร่างกายสะสมไขมันมากเกินความจำเป็น



นี่คือคำปฏิเสธของท่านสินะ ลูน่า เกรเดเวล



บุรุษที่มีสตรีรายล้อมอยู่เสมอมา และไม่เคยมีใครปฏิเสธเขามาก่อน



และนี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกรักใครสักคนอย่างจริงจัง



แต่กลับถูกปฏิเสธด้วยคำพูดแปลก ๆ ที่เขาไม่เข้าใจเลยสักนิด



ความมั่นใจที่เคยมี กำลังถูกกัดกร่อนกินลึกลงไปข้างในอย่างช้า ๆ



รู้สึกเจ็บแปลบ ๆ ในอก



ภายใต้ร่างกาย ด้านซ้ายตรงหน้าอก ที่ที่ซึ่งมีอวัยวะสำคัญ ที่หล่อเลี้ยงโลหิตเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย



เมื่อใจมันเจ็บ เจ็บสะท้านจนเหมือนหัวใจมันเต้นช้าลง



พ่อมดแห่งแอเรียสยืนจมนิ่งกับความเจ็บปวด ความเสียใจ ความผิดหวังที่ได้รับ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ จันทร์ดวงงามส่องสว่างกลางนภา โดดเด่นท่ามกลางความมืดมิดของราตรีกาล ชวนให้หลงใหลยิ่งนัก ......... เหมือนใครคนหนึ่ง ที่เพิ่งเดินจากไป



แต่ถึงแม้ดวงจันทร์จะสวยงามสักเท่าไหร่


ก็คง .... ไกลเกิ
นกว่าที่มือจะไขว่คว้า


ทำได้เพียงแหงนหน้ามองอย่างชื่นชม มิอาจจับจอง


อยู่สูงเกินไปจน .......



เอื้อมไม่ถึง

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@


edit @ 2006/02/13 15:52:14



Chapter 9




แขนแข็งแรงที่แม้ข้างหนึ่งจะบาดเจ็บ แต่ก็ยังโอบกอดร่างที่ชุ่มไปด้วยเลือดแดงฉานไว้ ใจสั่นไหวด้วยความหวาดกลัว




กลัวการสูญเสีย ......... อีกครั้ง




ความเจ็บปวดที่แขน เทียบไม่ได้เลยกับที่ใจมันเจ็บ



มือเรียวบาง พยายามยกขึ้นสัมผัสรอยแผลที่บากกลางหน้าเขาอย่างเบา ๆ ดวงหน้านั้นเต็มไปด้วยน้ำตา ริมฝีปากบางที่เคยเป็นสีชมพู บัดนี้กลับซีดขาวจนน่าใจหาย ลมหายใจที่ติดขัด



เขาจับมือบางที่อ่อนแรงนั้นแนบแก้มที่อาบไปด้วยเลือดของตน เลือดสีแดงฉานที่เปรอะเปื้อนเต็มสองมือ
.เลือดของเขาและนาง



ขะ...ขอ....โทษ.....หนะ....หน้าท่าน น้ำเสียงที่ขาดเป็นห้วง ๆ ปนเสียงสะอื้น น้ำตาใส ๆ ไหลรินจากสองตา เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดพรายเต็มดวงหน้าขาว



ทำไมโง่อย่างนี้ น้ำเสียงที่เคยเย็นชา บัดนี้ ไม่มีแล้ว มีแต่เสียงที่เจือไปด้วยความอาทร



ข้า....เต็ม.....ใจ......เพื่อ.....ทะ.....ท่าน.....ข้า.....ไม่.....ไม่เสีย.....ใจ.....เลย ถึงแม้จะเจ็บ จะทรมานแค่ไหน ก็ยังคงมีรอยยิ้มมอบให้เขา



รอยยิ้มสุดท้าย..... ที่จะไม่มีโอกาสได้เห็นอีกแล้ว



ดวงตาสีฟ้าค่อย ๆ หรี่ลงเรื่อย ๆ มือที่สัมผัสบนใบหน้าเขาค่อย ๆ เลื่อนลง จนสุดท้ายตกลงไปอยู่ข้างกายพร้อม ๆ กับที่ดวงตาปิดสนิท ราวกับไม่ต้องการเห็นเรื่องราวที่โหดร้ายของโลกใบนี้อีกต่อไป




ไอปีศาจสีแดงค่อย ๆ ลอยเป็นควันจาง ๆ ออกมาจากร่างที่ไร้ชีวิต และแตกกระจายกลายเป็นธุลี ดับสูญพร้อมเจ้าของร่างนั้น




อาเธน่า . น้ำเสียงกระซิบเรียกชื่อที่อ่อนโยน กอดกระชับร่างน้อยนั้นแนบอก ร่างที่ไร้วิญญาณของปีศาจ และไร้ซึ่งชีวิตที่บริสุทธิ์




น้ำตาของนักรบ
.



น้ำตาของเจ้าชาย .....




น้ำตาที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องหลั่งให้ใคร ....




ตอนนี้ กำลังคลอหน่วงที่ดวงตา และกลิ้งหล่นลงมาจากดวงตาสีฟ้าที่แลดูหม่นหมอง สะท้อนความรู้สึกเจ็บปวดของเจ้าของได้ดี




..... ไม่ว่าดวงตาจะเป็นสีใด แต่น้ำตาเป็นสีเดียวกัน ......



ไม่มีเสียงร้องไห้คร่ำครวญ ..... แค่เพียงน้ำตาเท่านั้น




อาจจะเรียกไม่ได้ว่า .... รัก



แต่... ความผูกพันที่มีให้ ก็ไม่ได้ด้อยค่าไปกว่า ความรัก




@@@@@@@@@@@@@@@@@@



มืด



มองไม่เห็นอะไรเลย




มันคือที่ไหน




ภาพมายาลวงตา ที่ปรากฏรอบกายของเจ้าหญิงแห่งทริสทอร์ มีแต่สีดำของความมืดมิด ความเงียบกริบที่ได้ยินเพียงลมหายใจของตน ความกลัวแล่นขึ้นมาจับจิต จนไม่กล้าแม้แต่จะขยับกาย



ไม่ใช่กลัวความมืด




แต่หวาดกลัว ความอ้างว้าง เดียวดาย



กลัว ..... การถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว ไร้คนเหลียวแล



@@@@@@@@@@@@@@@@@@@




ท่านแม่ ท่านพ่อ ทำไมมานอนกันตรงนี้ล่ะครับ




เด็กชายตัวน้อยวัยอายุประมาณสิบกว่าขวบ เดินงัวเงียเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนมาทางร่างของบิดามารดา ที่นอนหมดลมไร้วิญญาณ ด้วยคมดาบของเขา เด็กน้อยร้องเรียกหาบิดามารดา หากทำได้ พ่อแม่ของเด็กน้อยคงอยากลุกขึ้นมากอดปลอบลูกของตน แต่คนตายมิอาจรับรู้ได้อีกต่อไปแล้ว




"เลือด
!!! เด็กชายร้องลั่นบ้าน เมื่อมือที่สัมผัสร่างที่เหมือนนอนหลับนั้นเต็มไปด้วยเลือด ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง หวาดกลัว และไม่ทันรู้ตัวเลยว่า ตัวเองไม่ได้อยู่เพียงลำพังในบ้าน ไม่รู้เลยว่า ฆาตกรที่พรากพ่อแม่ไปจากตน ยืนอยู่ในห้องนั้นด้วย




เด็กชายกอดศพพ่อแม่ตนร้องไห้อยู่นาน ร้องจนไม่มีน้ำตาให้ไหลริน ได้ยินเพียงเสียงสะอื้นดังก้องสะท้อนไปทั่วบ้าน เด็กชายค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเมื่อตั้งสติได้ ว่าไม่ว่าอย่างไร พ่อกับแม่ก็ไม่กลับมาอีกแล้ว สิ่งที่ทำได้คือต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่รู้จัก เมื่อหันหน้ากลับมา ถึงได้รู้ตัวว่า ไม่ได้อยู่คนเดียว หากแต่ ..... มีอีกคนหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าเขา




ชายร่างสูงผมยาวสีทองที่รวบไว้ด้านหลัง ดวงตาสีม่วงเข้ม หน้าตาเรียบเฉยเหมือนไร้วิญญาณ ไร้ซึ่งหัวใจ ในมือถือดาบที่เปื้อนเลือดสด ๆ เลือดที่ยังหยดไหลลงสู่พื้นที่ละหยด ทีละหยด ราวกับดาบนั้นเก็บกักเลือดไว้มากมาย เลือดของบิดามารดาของเขา




เด็กชายรู้ทันทีว่า คนตรงหน้าคือ นักฆ่า หรือ ฆาตกร




นักฆ่า ที่เห็นชีวิตผู้อื่นไร้ค่า ปลิดชีพผู้อื่นเพื่อเงิน
!!!




เด็กชายยืนจ้องตากับมัจจุราชตรงหน้าอย่างไม่หวั่นเกรงหรือหวาดกลัว แววตาอาฆาตฉายแววออกมาจากดวงตาสีมรกตของเด็กชาย บ่งบอกถึงแรงอาฆาต แรงเกลียดชัง หากดวงตานั้นเปรียบเช่นดังคมดาบ นักฆ่าที่ยืนอยู่ตรงหน้าคงจะหาชีวิตไม่




ด้วยแรงแค้น แรงอาฆาต บันดาลให้เกิดพลังงานมากมายขึ้นภายในร่างกาย ขุมพลังมหาศาลกำลังจะระเบิดออกมา เด็กชายเกร็งมือขวาของตัวเองแน่น คลื่นพลังสีเขียวส่องแสงออกมาจากมือข้างนั้น เด็กชายไม่รีรอที่จะพุ่งพลังทำลายล้างนั้นไปยังคนที่มันทำลายครอบครัวตน ทันทีที่มือข้างนั้นยกขึ้น ดาบที่คมกริบของคนตรงหน้า ก็ตวัดฉับลงมาทันทีเช่นกันเพื่อป้องกันตัว




ความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาจับใจ เด็กชายล้มลงนั่งงอตัวบนพื้นด้วยความเจ็บ มือซ้ายกดตรงบริเวณที่ไร้แขนขวาอีกต่อไป มีเพียงเลือดที่ทะลักออกมาราวกับน้ำไหล ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีน้ำตา ถึงแม้จะเจ็บเจียนตาย เด็กชายก็ไม่ปริปากร้องขอชีวิตจากคนตรงหน้า มีแต่แววตาที่ยังคงมองมาอย่างเกลียดชังเช่นเดิม




ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า เพราะเจ้าไม่คู่ควรให้ข้าฆ่า นักฆ่าเอ่ยขึ้นมาเป็นประโยคแรก หลังจากยืนมองดูความทรมานของเหยื่อตรงหน้าอยู่ชั่วครู่ เด็กชายแค่นยิ้มที่มุมปาก




ไม่คู่ควรให้แกฆ่า ?? แกต่างหากล่ะ ที่ไม่คู่ควรที่จะฆ่าข้า แล้วแกจะต้องเสียใจที่ไม่ฆ่าข้า เพราะวันข้างหน้า ข้าจะไม่เพียงแต่จะฆ่าแก แต่จะฆ่าและทำลายทุกสิ่งที่แกรัก เหมือนอย่างที่แกทำกับครอบครัวข้า




คำพูดด้วยแรงอาฆาตของเด็กชาย ราวกับจะเป็นคำสาปสำหรับนักฆ่า มันตามไปหลอกหลอนทุกครั้งที่หลับตานอน ตามไปบีบคั้นหัวใจให้รู้สึกผิดในการกระทำของตน




เขาไม่มีวันลืม แววตาคู่นั้น



แววตาแห่งความสูญเสีย




แววตาแห่งความเจ็บช้ำ



แปรเปลี่ยนเป็น แววตาแห่งความอาฆาต




@@@@@@@@@@@@@@@@@




เด็กทารกเพศหญิงหน้าตาน่าเอ็นดูวัยไม่เกินขวบ นอนร้องไห้จ้าอยู่บนเตียงเด็กในห้องนอนสีชมพูอ่อนหวาน นักฆ่าเงามรณะ เดินย่างก้าวเข้าไปที่เตียงเด็ก มือข้างหนึ่งยกขึ้นหมายจะปลิดชีพเด็กน้อย ทันใดนั้น มือเล็ก ๆ ของเด็กน้อยที่ไร้เดียงสา ก็จับกระชับมั่นที่นิ้วใหญ่ ความอบอุ่นวาบขึ้นในอกอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เด็กหญิงน้อยยิ้มให้อย่างน่ารัก ถึงแม้แก้มใส ๆ นั้นจะมีน้ำตาเกรอะกรังก็ตาม นักฆ่าไม่รู้ตัวว่ายืนจ้องสบตากับเด็กน้อยนานเท่าไหร่ จนกระทั่งเด็กน้อยดึงนิ้วมือนั้นเข้าปากดูดดื่มอย่างหิวโหย ดวงตาของนักฆ่าซึ่งไร้หัวใจเบิกโพลงอย่างไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ จะชักมือกลับก็ไม่กล้า




เด็กหญิงตัวน้อย หวังจะได้ลิ้มรสน้ำนมเหมือนอย่างเคย หากแต่ไม่มีสิ่งใดผ่านเข้ามาในปาก เด็กหญิงทำหน้าเบ้ แล้วเสียงร้องเบา ๆ อย่างขัดใจก็ดังขึ้น พร้อม ๆ กับสองแขน สองขาเล็ก ๆ ยกขึ้นถีบไล่ไปมาในอากาศ




หม่ำ ๆ ๆ




เสียงเล็ก ๆ ไร้เดียงสาที่ซึมเข้าสู่โสตประสาทของนักฆ่า ทำให้ลืมตัว สองแขนโอบอุ้มร่างน้อยนั้นขึ้นมาแนบอก ด้วยท่าทางทุลักทุเล เพราะไม่เคย โอบกอดไว้ด้วยท่าทางทะนุถนอม เกิดความรู้สึกเอ็นดูร่างเล็ก ๆ ในอ้อมแขนขึ้นมาทันที




ริมฝีปากที่ไม่เคยประดับด้วยรอยยิ้ม บัดนี้ได้แย้มรอยยิ้มน้อย ๆ เมื่อดวงตามองสบกับนัยน์ตาใสแจ๋วไร้เดียงสาของร่างน้อยในอ้อมแขน นักฆ่าเดินอุ้มเด็กน้อยจากไป .....




ที่แผ่นหลังของเด็กหญิงตัวน้อย มีรอยสักเป็นลวดลายคล้าย ๆ ดอกไม้ประทับอยู่ด้วย




@@@@@@@@@@@@@@@@@@




ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไรแล้ว ร่างที่ไร้วิญญาณของสาวน้อยยังคงถูกโอบกอดไว้ในอ้อมแขนคู่เดิม หิมะยังคงโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย จนทับถมปกคลุมพื้นดินจนมิด รวมทั้งร่างที่นั่งสงบนิ่งของเจ้าชายแห่งคาโนวาล




แล้วเขาก็รู้สึกว่าร่างนุ่มนิ่มในอ้อมแขนนั้นเย็นลงอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก เขาคลายวงแขนออกนิดหน่อยและก้มลงมองร่างนั้น ร่างบางมีเกล็ดหิมะปกคลุมไปทั่วไม่ต่างจากเขา และฉับพลันก็รู้สึกถึงความผิดปกติของร่างน้อย ที่กำลังหดตัวย่อส่วนเล็กลงเรื่อย ๆ ดวงตาสีฟ้าเบิกโพลงขึ้นก่อนจะต้องเบือนหน้าหันไปทางอื่น เมื่อสายตาไม่อาจต้านทานลำแสงสีเงินที่สว่างวาบออกมาจากร่างเล็ก ๆ ในอ้อมแขนได้




@@@@@@@@@@@@@@@@@




หิมะที่ปลิวว่อน ลอยละล่องลงตกลงมาจากฟากฟ้า ตกกระทบสัมผัสร่างกาย นำพาความหนาวเหน็บเข้าสู่หัวใจและดึงสติของแต่ละคนให้หลุดจากภวังค์แห่งความทุกข์




แววตาหม่นหมองของแต่ละคนมองหน้ากันอยู่ชั่วครู่ ยกเว้นพ่อมดแห่งแอเรียสที่แววตาฉายแววแห่งความสุขสมหวัง และจอมปราชญ์ที่แววตานิ่งสงบไม่บ่งบอกอารมณ์ ก่อนจะพร้อมใจกันหันไปทางจุดที่ แสงสีเงินสว่างวาบเจิดจ้า




ฝีเท้าของทุกคนวิ่งไปยังจุดหมายทันที และภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้ดวงตาทุกคู่เบิกโพลงอย่างตกใจระคนแปลกใจ
จนแทบจะลืมเรื่องราวที่แสนโหดร้ายที่ตนได้เห็นเมื่อครู่




ภาพของเจ้าชายแห่งคาโนวาลที่นั่งนิ่งเป็นตุ๊กตาหิมะ ดวงตาสีฟ้าที่เคยเย็นชานั้น เบิกกว้าง สั่นระริกด้วยความตกใจสุดขีด




ในวงแขนแข็งแกร่ง มีร่างเล็ก ๆ ของเด็กทารกหน้าตาน่ารัก ผิวบางนุ่ม ๆ นั้นขาวเนียนละเอียดราวหิมะ เส้นผมอ่อนบางสีเงินปกคลุมทั่วศีรษะเล็ก ๆ นั่น กำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่อย่างมีความสุขอยู่ในอ้อมกอดของเจ้าชายนักรบแห่งคาโนวาล ที่นั่งอ้าปากค้าง ตาค้าง อย่างทำอะไรไม่ถูก



@@@@@@@@@@@@@@@@@


edit @ 2006/02/13 18:05:07