Chapter 7 คำทำนายของราชินีจันทรา
เมื่อได้ดาบผ่าปฐพีสมใจ เจ้าหญิงแห่งคาโนวาลก็อารมณ์ดีสุด ๆ เดินถือดาบฮัมเพลงงุ้งงิ้งไปตลอดทาง ไม่ได้เอะใจเลยว่า เรนอน ญาติสนิทของตนหายไป
แองเจลิน่า ที่เดินตามหลังเจ้าหญิงทั้งสอง ได้แต่ส่ายหัวอย่างระอากับนิสัยเอาแต่ใจตัวเองอย่างกู่ไม่กลับของเพื่อนสาว แต่แล้วเธอก็รู้สึกว่ามีอะไรขาดหายไป จึงกวาดตามองทุก ๆ คน นิ้วเรียวถูกยกชึ้นมานับจำนวนคน น้ำเสียงพึมพำในลำคอ
เฟลิโอน่า มาทิลด้า ฉัน คิล โร .....
เป็นอะไรยายแองจี้ นับนิ้วทำไม หรือว่า ..... เฟลิโอน่าคืนเงินเธอไม่ครบ คิลที่เดินอยู่ข้าง ๆ ร้องถามอย่างแปลกใจแกมขบขันกับท่าทางของแองจี้ที่เดินนับนิ้วตัวเอง
จะบ้าเหรอคิล ฉันกำลังคิดว่า เรนอนหายไปต่างหากล่ะ แม่มดสาวหันไปแหวใส่นักฆ่า ก่อนจะบอกถึงผลสรุปของการนับจำนวนประชากร
จริงด้วย เรนอนหายไป มาทิลด้าพูดพร้อมกับกวาดตามองหาเพื่อนสาวอีกคน
โร นายเห็นเรนอนหรือเปล่า เจ้าของดาบผ่าปฐพีหมาด ๆ หันไปถามนายขอทานทันที
แล้วเธอคิดว่าฉันเห็นหรือเปล่าล่ะ คนถูกถาม ย้อนคำถามกลับไปด้วยใบหน้าอ่อนโยนที่มีให้อีกฝ่ายเสมอมา
จะตอบดี ๆ หรือว่าจะให้ฉันลองดาบผ่าปฐพีที่หัวนายเป็นคนแรก
ฉันจะไปเห็นเรนอนได้ยังไง ในเมื่อฉันมองเธออยู่ โรตอบคำถามโดยแอบแฝงความในใจลงไปด้วย อยากจะสื่อให้คนถามได้รับรู้ความรู้สึกของเขาบ้าง ทีละนิด
เขาจะมีตามองคนอื่นได้อย่างไร ในเมื่อดวงตาของเขาสะท้อนแต่ภาพของเฟลิโอน่าเสมอมา
พอเลยโร มากไปแล้ว สรุปว่านายไม่เห็น ว่างั้นเถอะ คิลทำหน้าที่ ไม้ปัดแมลงวัน ทันทีที่เห็นว่าเจ้าขอทานมันชักจะลามปามเกินไปแล้ว
หรือว่าเรนอนจะกลับไปแล้ว สงสัยคงเบื่อที่ต้องรอ ใคร บางคนละมั้ง มาทิลด้าสรุปแบบตีวัวกระทบคราดถึง ใคร บางคนที่ทำให้เรนอนรอคอยมาตลอด แต่ ใคร คนนั้นกลับยืนยิ้มเฉยไม่โต้ตอบ ทำเหมือนไม่เข้าใจในเรื่องที่เจ้าหญิงแห่งอเมซอนพูด
ทั้งสามสาวถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายกับการตีหน้าซื่อของนายขอทาน และเดินนำหน้าจากไปก่อน เพื่อไปหาเรนอนที่ทุกคนคิดว่ากลับป้อมอัศวินไปแล้ว ภายในใจของสามสาวคิดตรงกันว่า
นายโรไม่รู้หรือยังไงว่า เรนอนคิดยังไงกับมัน หรือว่ารู้แต่ทำเป็นไม่สนใจ และไม่แคร์
ของที่ไม่ใช่ของนาย ยังไงก็ไม่ใช่หรอกโร ตัดใจเสียเถอะ ยิ่งยื้อต่อไป นายจะไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่ของที่ควรจะเป็นของนาย นักฆ่าหันไปบอกกับเพื่อนขอทานอย่างหวังดีแกมเห็นใจในความมั่นคงของมัน และก็สงสารความมั่นคงในการรอคอยของเรนอนด้วยเหมือนกัน
หึ ขอบใจนะคิล แต่ฉันถือคติที่ว่า เมื่อตั้งใจทำสิ่งใดแล้ว ไม่ควรล้มเลิกหรือท้อถอยกลางคันจนกว่าจะสำเร็จ โรตอบกลับไปอย่างมั่นใจในตนเอง มั่นใจในความคิดที่ว่า
เมื่อรักใครสักคนอย่างจริงใจ เฝ้าคอยติดตาม ดูแลเธอคนนั้นอยู่ที่วี่วัน เธอจะค่อย ๆ ซึมซับความรักของเขาเข้าสู่จิตใจทีละน้อย และต้องมีสักวันที่เธอจะหันกลับมามองเขา เมื่อวันที่หัวใจเธอเต็มไปด้วยความรักจากเขา
คงต้องยกเว้นเฟลิโอน่า ไว้คนหนึ่งล่ะ โร เพราะว่าเธอไม่ได้เกิดมาเพื่อนาย คิลตบบ่านายขอทานก่อน แล้วจึงเดินตามหลังสามสาวกลับไป ทิ้งให้โรยืนอยู่เพียงลำพัง
หึ ไม่ได้เกิดมาเพื่อฉัน แต่เกิดมาเพื่อนายหรือไง คิล อย่าคิดว่านายสนิทกับเฟลิโอน่ามากกว่าฉัน แล้วจะอยู่เหนือฉันนะ โรพูดกับตัวเองเบา ๆ รอยยิ้มเหยียด ๆ ปรากฏบนริมฝีปาก ขณะมองตามหลังเพื่อนนักฆ่าผู้หวังดีไป และอีกครู่ใหญ่ จึงสาวเท้าเดินตามไป
@@@@@@@@@@@@@@@@@@
เมื่อเจ้าชายปีศาจคาโลและเจ้าหญิงเบริต้ากลับมาถึงวังเดมอส ก็พบว่าทั่วทั้งวังกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดแล้ว คาโลนึกรู้ได้ทันทีว่า ตอนนี้ท่านแม่กลับมาจากนครจันทราแล้ว และท่านพ่อปีศาจคงเป็นตุ๊กตาหิมะอยู่ที่ไหนสักแห่งแน่ ๆ
พี่คาโล เบริต้าขอเข้าห้องก่อนเลยนะ ไปละ เด็กหญิงรีบพูดแล้วก็รีบวิ่งจากไปทันที โดยผู้เป็นพี่ชายยังไม่ทันได้ตอบอะไร ได้แต่มองตามหลังเล็ก ๆ ที่วิ่งฉิวเข้าห้องไปอย่างรวดเร็วและยิ้มอย่างเอ็นดู ที่นี่ก็เปรียบเสมือนเป็นบ้านอีกหลังของเบริต้า มีทุกสิ่งทุกอย่างให้เหมือนอย่างที่เมืองยักษ์มี
แล้วเขาจึงเดินไปหาท่านพ่อที่ห้องอเนกประสงค์ประจำวังเดมอส ซึ่งเปรียบเสมือนห้องพักผ่อนของครอบครัว ที่ท่านพ่อมักจะใช้นอนกลางวันเสมอ เขายืนหลบอยู่ข้างประตูเมื่อแว่วยินเสียงท่านแม่เล็ดรอดออกมา จึงร่ายเวทที่ผนังห้องเพื่อให้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายใน ภาพที่ค่อย ๆ ปรากฏแก่สายตาเขาคือ ท่านพ่อที่ไม่ได้เป็นตุ๊กตาหิมะอย่างที่เขาคาดไว้ นั่งยิ้มแต้อยู่บนโซฟาอย่างมีความสุข ทั้ง ๆ ที่กำลังถูกท่านแม่บ่นใส่เรื่องที่นอนกลางวัน ไม่ยอมตรวจฎีกาที่กองสูงท่วมโต๊ะจวนเจียนจะล้มเต็มที
ท่านยิ้มอะไรน่ะ เอวิเดส ท่านฟังข้าอยู่หรือเปล่า ราชินีแห่งเดมอส .... แคสซานดร้า แหวออกมาอย่างหมดความอดทนที่เห็นจ้าวปีศาจเอวิเดส นั่งยิ้มฟังอย่างเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา
ก็ข้ามีความสุขที่เห็นเจ้ากลับมาแล้วน่ะสิ เจ้าน่ะชอบทิ้งข้าไปหาลูน่าบ่อย ๆ ข้าชักจะหึงลูน่าแล้วนะ เอวิเดสตอบอย่างตัดพ้อทั้งน้ำเสียงและแววตาที่มองมา
ท่าน !! จะบ้าหรือไง เธอแหววออกไปอย่างไม่รู้ว่าจะโกรธหรือว่าขำคนตรงหน้านี่ดี
ก็เจ้าน่ะ แต่ไหนแต่ไร ก็ลูน่า อะไร ๆ ก็ลูน่าตลอด มีเรื่องอะไรก็บอกลูน่าก่อนข้า จนข้าน้อยใจแล้วนะ ตอนท้าย ๆ น้ำเสียงของเขาเริ่มมีอาการงอนผสมมาด้วย ทำให้เธอหัวคิกอย่างขบขันกับท่าทางเหมือนเด็กไม่รู้จักโตของสามี ที่เป็นถึงจ้าวแห่งปีศาจ ราชันย์แห่งเดมอส
หายงอนได้แล้วนะ เธอเดินไปหยุดตรงหน้าเขาแล้วก้มลงจุ๊บแก้มสาก ๆ นั้นเบา ๆ อย่างรวดเร็วอย่างปลอบใจคนขี้งอน
ไม่ ถึงปากจะตอบไปแบบนี้ แต่กลับเอียงแก้มอีกข้างให้ เธอยิ้มให้อย่างแสนหวาน แต่แล้วก็หยิกไปที่แก้มข้างนั้นเต็มแรงอย่างหมั่นไส้
โอ๊ย เจ็บนะ แบบนี้ต้องลงโทษ หลังร้องส่งเสียงที่แกล้งคร่ำครวญด้วยความเจ็บแล้ว แขนแข็งแรงก็รีบคว้าเอวบางของคนตรงหน้าที่กำลังจะหนีไปทันที ร่างบางที่ล้มไปนั่งอยู่บนตักเขาและถูกกอดกระชับไว้ กำลังดิ้นขลุกขลักพยายามหาทางเอาตัวรอด แกะมือที่ยุ่มย่ามเหมือนหนวดปลาหมึกออกไปจากตัว และเมื่อได้เห็นแววตาหมาป่าคู่นั้น จุดสีชมพูก็กระจายเต็มดวงหน้าขาวเนียนทันที และนึกเจ็บใจว่า ไม่น่าลืมทำให้ตาหมาป่ามือปลาหมึกนี่กลายเป็นตุ๊กตาหิมะเลย แต่ก่อนที่หมาป่าจะกางกรงเล็บขย้ำลูกแกะ นายพรานคาโลก็เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ท่านพะ ... พ่อ
เจ้าตัวคนขัดจังหวะ เปิดประตูผลัวะเข้ามาทันทีหลังจากเสียงเคาะประตูครั้งที่สามจบลง โดยไม่มีการรอคำอนุญาตเลย เจ้าชายคาโลที่ใบหน้าขึ้นสีเรื่อเล็กน้อย ชะงักเท้าเพียงก้าวแรกอยู่ที่ประตู ทำหน้าตาเหรอหราใสซื่อและขอลุแก่โทษที่เข้ามาไม่ถูกจังหวะ แต่จ้าวปีศาจผู้เป็นพ่อ ซึ่งรู้จักลูกชายเป็นอย่างดีว่าเป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลจากเขาเลย หรี่ตามองอย่างรู้ทันและขัดใจ
มันแกล้ง !!
ท่านจ้าวปีศาจได้แต่เข่นเขี้ยวพ่อลูกชายตัวดีอยู่ในใจ แล้วร่างบางก็ผลักเขาเต็มแรงจนหลุดจากอ้อมกอด ลุกขึ้นยืนห่างออกไป ใบหน้าสวยดุนั้นแดงก่ำ นัยน์ตาคมสีฟ้าถลึงตามองกลับมาอย่างเอาเรื่อง ก่อนจะปรับสีหน้าให้ยิ้มแย้มหันไปคุยกับลูกชายคนโปรด
วันนี้แม่ไม่อยู่ ลูกทบทวนเวทที่แม่สอนให้และออกไปเยี่ยมเยียนทุกข์สุขของราษฎรหรือเปล่า
ท่านแม่ ..... ผมมีเรื่องที่จะสารภาพครับ วันนี้ผมไม่ได้ทบทวนเวท และไม่ได้ออกไปเยี่ยมเยียนราษฎร แต่ว่า...
เจ้าชายปีศาจจอมเจ้าเล่ห์ก้มหน้าลง ดวงหน้ารูปสลักนั้นแลดูสลดและสำนึกผิดยิ่งนักในสายตาของผู้เป็นแม่ เมื่อลูกดื้อไม่เชื่อฟัง แต่ว่ายอมสารภาพออกมา ไม่มีแม่คนไหนจะโกรธลูกได้ลงคอ
ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ไม่ใช่ว่าแม่ไม่โกรธที่ลูกดื้อ ไม่รับผิดชอบต่อเรื่องที่แม่มอบหมายให้ทำ แต่ที่แม่ไม่โกรธ เพราะลูกทำผิดแล้วยอมสารภาพต่างหากล่ะ ลูกผู้ชายเมื่อกล้าทำผิดแล้วต้องกล้ายอมรับด้วย ราชินีแห่งเดมอสยิ้มพลางตบบ่าลูกชายเบา ๆ
เจ้าชายคาโลแอบยิ้มในใจ เขารู้ว่า การสารภาพความผิดก่อน ดีกว่าถูกจับได้ในภายหลัง สารภาพออกมาเอง จะเรียกร้องความเห็นใจได้มากกว่า ดีกว่าโกหกแล้วถูกจับได้ภายหลัง มันจะทำลายความไว้วางใจที่อีกฝ่ายมอบให้ และต่อไปจะไม่มีใครเชื่อถือคำพูดของเขาอีก
ไม่มีความลับใดเป็นนิรันดร์ สักวันสิ่งที่ทำไว้ ย่อมต้องถูกเปิดเผยออกมา เพียงแต่จะช้านานแค่ไหนเท่านั้น
ไหนบอกแม่สิ ว่าวันนี้ลูกไปไหนมา ท่านแม่มองเขาอย่างแสนรัก
ผมไปเอเดนมาครับ
ใบหน้ายิ้มแย้มของท่านแม่แปรเปลี่ยนไปเป็นซีดสลดอย่างตระหนกตกใจทันทีที่เขาพูดจบ แววตาของท่านไหวระริกด้วยความหวาดกลัว แววตาทอแสงแห่งการสูญเสีย มือที่ยกขึ้นลูบผมของเขาอยู่ ชะงักค้างก่อนจะค่อย ๆ ลดลงแนบข้างลำตัว ท่านถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
แม่รู้สึกไม่ค่อยสบาย แม่ ... แม่ไปพักก่อนนะ น้ำเสียงของท่านแม่สั่นเครืออย่างที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน แล้วร่างบอบบางของท่านก็เดินลิ่วออกไปจากห้องทันที
เขาหันไปมองท่านพ่ออย่างสงสัยใคร่รู้ กำลังจะอ้าปากถามแต่ท่านพ่อยกมือขึ้นห้ามไว้ แล้วท่านพ่อก็รีบเดินตามท่านแม่ไปทันที ทิ้งให้เขายืนอยู่เพียงลำพังพร้อมกับคำถามมากมาย ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขาแค่ไปเอเดนเท่านั้นเองนะ
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
จ้าวปีศาจเอวิเดสเดินตามหลังภรรยาไปยังห้องบรรทมส่วนตัวทันที อุณหภูมิภายในห้องลดต่ำลง ความหนาวเย็นแผ่กระจายทั่วห้อง เขาเห็นสตรีอันเป็นที่รักยืนมองภาพวาดสีน้ำมันที่ประดับไว้ตรงผนังใกล้ ๆ หัวเตียง ภาพวันฉลองครบเดือนของคาโล ร่างของลูกน้อยหลับใหลอบอุ่นปลอดภัยอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นแม่และพ่อที่นั่งอยู่ข้าง ๆ สองแขนโอบกอดรอบบุคคลทั้งสองไว้ราวปกป้องและหวงแหนแสนรัก
เขายกมือแตะไหล่บางเบา ๆ เธอหันมามองเขาด้วยน้ำตานองหน้าและโผเข้ากอดทันที ซุกร่างเล็ก ๆ ลงไปในอ้อมแขนราวกับเด็กน้อยที่เสียขวัญ ต้องการการคุ้มครองปกป้องจากผู้ที่แข็งแรงกว่า เขาโอบกอดร่างบางนั้นแนบแน่น จุมพิตแผ่วเบาลงกลางศีรษะเล็ก ๆ ที่ปกคลุมด้วยเรือนผมสีเงินสลวย กระซิบถ้อยคำปลอบประโลมแผ่วเบาข้างหู
อย่ากังวลไปเลยแคส คาโลต้องไม่เป็นอะไร ไม่มีใครทำร้ายลูกเราได้หรอก
ไม่เคยมีอะไร ไม่เป็นไปตามที่ลูน่าพูด อย่างเรื่องของเราสองคน ก็ไม่ได้ผิดไปจากคำพูดของลูน่าเลยแม้แต่น้อย เขาได้ยินเสียงสะอื้นดังมาจากร่างในอ้อมกอด
เจ้าเชื่อลูน่ามากกว่าข้าอย่างนั้นหรือ เขาถามกลับไป ไม่ได้ตัดพ้อหรือน้อยใจ หากแต่อยากให้อีกฝ่ายเชื่อมั่นในตัวเขา
เปล่า .... แต่ว่า ข้าอดกลัวไม่ได้ ข้า ... ข้าทนไม่ได้ถ้าหากลูกจะต้องตายก่อนข้า แค่คิดข้าก็ปวดร้าวไปทั้งหัวใจแล้ว ร่างบางในอ้อมกอดเขาสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น มือบางกอดเอวเขาไว้แน่น
ปีศาจและภูต เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีช่วงชีวิตยาวนาน และคาโลก็มีเลือดของเราสองคนไหลเวียนอยู่ในร่างกาย เขาจะตายง่าย ๆ ได้อย่างไร เอวิเดสยกเหตุผลที่เป็นความจริงมาแก้ต่างคำพูดของลูน่า ฝ่ามืออบอุ่นลูบเรือนผมสีเงินนั้นแผ่วเบาอย่างปลอบประโลม
ตะ แต่ว่า ... ถ้าหากมันเป็นความจริงล่ะ คนหัวดื้อในอ้อมแขนยังคงเถียงต่อไปอย่างไม่ลดละ ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานเท่าไหร่ ความดื้อรั้นของนางก็ไม่เคยลดลงเลยแม้แต่น้อย
เมื่อถึงเวลานั้น เข้าจะปกป้องเขาด้วยชีวิตของข้า
ด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นและจริงจังที่ไม่ได้ยินมาแสนนาน ช่วยเติมเต็มกำลังใจให้เธอ ไม่ว่าจะเกิดอะไร ผู้ชายตรงหน้าคนนี้ คนที่เธอวางชีวิตไว้ในอุ้งมือเขา จะปกป้องลูกไว้ได้ และเธอเองก็จะไม่ยอมให้ใครมาพรากลมหายใจของลูกไปเช่นกัน
ข้าก็เหมือนกัน
ข้าว่า เราน่าจะมีลูกกันอีกหลาย ๆ คนนะ สำรองไว้เผื่อสูญเสียยังไงล่ะ จ้าวปีศาจพูดปนหัวเราะ แววตากรุ้มกริ่มก้มมองร่างบางในอ้อมกอด และแขนแข็งแรงก็เริ่มโอบกระชับร่างนั้นให้แนบสนิทมากยิ่งขึ้น
บ้า เสียงตอบอย่างอาย ๆ ดังขึ้นมาพร้อม ๆ กับแรงทุบที่อกกว้างของเขาเสียหลายที ถึงไม่เห็นเขาก็รู้ว่า ใบหน้าสวยคมของคนที่ซุกอยู่ในอกคงจะแดงก่ำไปหมดแล้ว
หลานชายข้า เจ้าช่างน่ารักเสียจริง แต่น่าเสียดายที่มนุษย์เอเดนจะพรากเจ้าไปก่อนเวลาอันควร
คำพูดของลูน่าที่เคยกล่าวไว้เมื่อวันฉลองครบเดือนของคาโล กลับดังขึ้นมาอีกครั้งในห้วงคำนึงของแคสซานดร้า แต่คราวนี้เธอไม่ได้หวาดวิตกอีกต่อไปแล้ว ....
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
นครจันทรา เดมอส
ฮัดชิ่ว เสียงจามที่ดังหลายครั้ง ติด ๆ กันของลูน่า เกรเดเวล ผู้ที่มีสุขภาพดีมาตลอด จนได้รับฉายาว่า เจ้าแม่แห่งสุขภาพและความงามแบบชีวจิต
มีคนนินทาข้าแน่ ๆ เมื่อพูดจบอาการคัดจมูกก็เกิดขึ้นอีก จนต้องจามออกมาเพื่อคลายความอึดอัดนั้นอีกหลายครั้ง
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
เมื่อเหล่าทโมนกลับมาถึงห้องนั่งเล่นผุ ๆ พัง ๆ ของป้อมอัศวินก็ไม่พบเรนอน ทุกคนเริ่มเป็นห่วงและกังวลไปต่าง ๆ นานา ว่าจะเกิดอุบัติเหตุ หรือว่าถูกลักพาตัว และที่สำคัญใครจะเป็นคนไปบอกเสธ.ซ้ายของป้อม โรเวน ฮาร์เวิร์ด
ผมเห็นพี่โรเวน หน้าตาบูดบึ้งเสียยิ่งกว่ารุ่นพี่ลอเรนซ์เจ้าประจำเสียอีกครับ รายงานโดยหนุ่มน้อยซีบิล
ใช่ ๆ นอกจากนั้น พี่ลูคัสเรียกเรียกพี่ลอเรนซ์ ว่า ลอเรนซ์ ด้วย ไม่ได้เรียกลอรี่เหมือนอย่างเคย นักรบตาเดียวแห่งไนล์กระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความน่าสยดสยอง ตาที่เหลือข้างเดียวเบิกโพลงขณะเล่าเรื่อง
ใครไปกระตุกเส้นพี่โรเวนเนี่ย เจ๋งจริง ๆ ต้องขอบคุณซะหน่อยแล้ว ฉันล่ะอยากเห็นเวลาพี่แกโกรธจริง ๆ เจ้าหญิงจอมป่วนแห่งคาโนวาลเอ่ยอย่างนึกสนุกเมื่อคิดถึงหน้าตายามโกรธของเจ้าชายโรเวน ผู้ที่มาดไม่เคยหลุด
ถ้าเธออยากเห็นนักก็เข้าไปรายงานพี่เขาเรื่องเรนอนสิ จะได้เห็นสมใจ แม่มดสาวแห่งวิทซ์ประชดอย่างหมั่นไส้กับความปากดีของเพื่อนสาว
ฉันก็อยากล่ะนะ แต่ว่ารถม้าจากคาโนวาลมารอรับฉันแล้วนี่สิ ถ้าฉันกลับถึงวังคาโนวาลช้าไป เดี๋ยวท่านพ่อจะไม่พอใจ....... คาโนวาล .... หรือว่า .... เรนอนจะกลับคาโนวาลไปแล้ว เจ้าหญิงปากดีแห่งคาโนวาลทำท่าราวกับเสียดายเป็นนักหนาที่ไม่ได้เป็นคนเข้าไปรายงานรุ่นพี่โรเวนเรื่องเรนอนหายตัวไป แล้วปฏิกิริยาก็เปลี่ยนไปเป็นตกใจแกมดีใจเมื่อคิดได้ว่า เรนอนอาจจะกลับไปคาโนวาล
เรนอนไม่ได้รับอนุญาตให้กลับคาโนวาลโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้านี่นา แล้วคนที่รักษาระเบียบวินัยอย่างเรนอนน่ะหรือ จะแหกกฎหนีกลับไปโดยไม่บอกใครแบบนี้ มาทิลด้ากล่าวแย้งความคิดของเฟลิโอน่า
แต่ก็ไม่แน่หรอกนะ เรนอนอาจจะไม่สบายใจหรือน้อยใจอะไรสักอย่าง ก็เลยถือโอกาสช่วงวันหยุดนี้กลับไปพักผ่อนที่คาโนวาล คำพูดจากปากของแองเจลิน่า ทำให้ทุกคนเริ่มคล้อยตามนิด ๆ
เดี๋ยวฉันก็จะกลับไปคาโนวาลแล้ว ถ้าเจอเรนอนฉันจะแจ้งข่าวมาทางเอดินเบิร์กทันที หรือถ้าพวกนายเจอเรนอนก่อน ก็ส่งข่าวไปบอกฉันด้วยละกัน เฟลิโอน่าตัดบทพร้อมกับเดินตรงไปยังประตูทางออก เพื่อจะเดินทางกลับไปคาโนวาล
นักเรียนทุกคนที่โรงเรียนพระราชาเอดินเบิร์ก เป็นนักเรียนประจำ จะกลับบ้านได้ก็แค่ช่วงปิดเทอมหรือช่วงเทศกาลคริสมาสต์เท่านั้น จะมียกเว้นก็แต่เฟลิโอน่า ที่คิงบาโรขอร้องมหาปราชญ์เลโมธีให้อนุญาตเธอกลับคาโนวาลได้ ทุก ๆ วันหยุดสุดสัปดาห์ (แต่ข่าวบางกระแสรายงานว่า คิงบาโรใช้วิธีการข่มขู่มหาปราชญ์ แต่ก็ไม่มีใครสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้) ดังนั้นทุกบ่ายวันเสาร์จะมีรถม้าของทางคาโนวาลมารอรับเจ้าหญิงเฟลิโอน่าเดินทางกลับไป
สำหรับเฟลิโอน่าแล้ว เธอชอบการได้กลับไปคาโนวาลช่วงวันหยุดมาก เพราะว่าจะได้กลับไปขอเงินจากพระบิดาเพิ่มนั่นเอง
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
ราชินีแห่งคาโนวาล อลิเซีย วาเนบลี หรืออดีตเจ้าหญิงแห่งบารามอส ผู้ชอบฝึกดาบมาก และมักจะสั่งให้พระสวามี กษัตริย์บาโรเป็นคู่ซ้อมให้เสมอ เธออยากจะประลองกับดาบปราบมาร อยากรู้ถึงอานุภาพของมันว่าจะร้ายกาจดังคำร่ำลือหรือไม่ แต่บาโรก็ไม่เคยเอาดาบนี้มาใช้กับเธอเลยสักครั้ง ทำให้เธอไม่พอใจอยู่บ่อย ๆ เหมือนกับว่าเขาดูถูกฝีมือเธอ ว่ายังไม่เข้าขั้นพอที่จะคู่ควรกับดาบปราบมาร
ฝีมือดาบของราชินีอลิเซียใช่ไร้ฝีมือ หากแต่คู่ต่อสู้ของเธอคือ คิงบาโร กษัตริย์นักรบต่างหากถึงทำให้เธอแพ้มาตลอดในเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่เคยเลยสักครั้งที่เธอจะชนะเขาได้ด้วยฝีมือล้วน ๆ ถ้าไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมกลโกง ขนาดเธอและเฟลิโอน่า เข้าไปรุมพร้อม ๆ กันสองคน ยังไม่สามารถเอาชนะเขาได้
บาโร ใช้ดาบปราบมารสู้กับข้าสักทีสิ อลิเซียร้องสั่งอย่างหงุดหงิดที่อีกฝ่ายใช้เพียงดาบธรรมดาเท่านั้น
ก็นั่นมันดาบปราบมารนี่นา ไม่ใช่ ดาบปราบเมีย สักหน่อย จะให้เอามาใช้กับเจ้าได้ยังไง อลิเซีย
อ๊าย ตาบ้า จะปราบข้าหรือ อย่าอยู่เลย
ใบหน้าสวยหวานนั้นแดงก่ำทันที ดูไม่รู้ว่าด้วยความโกรธหรืออายกันแน่มันผสมปนเปกันไปหมด อลิเซียถลาเข้าใส่อีกฝ่ายทันที รู้เพียงอย่างเดียวว่าอยากจะเล่นงานคนตรงหน้า เหมือนบาโรจะรู้อยู่ก่อนแล้ว เขาเบี่ยงตัวหลบไม่กี่ครั้งก็สามารถฝ่าวงดาบของเธอและรุกประชิดเข้ามากอดเอวบางไว้อย่างแนบแน่นทันที
ดาบใหญ่ในมือของอลิเซียหล่นลงสู่พื้นเสียงดังกังวานท่ามกลางความเงียบของห้อง เมื่อบาโรบิดข้อมือเธอเพียงนิดเดียวเท่านั้น เมื่อไร้อาวุธ มือบางก็เริ่มทำหน้าที่แทน กำปั้นเล็ก ๆ ทุบลงไปบนอกกว้างของสามีทันที บางครั้งก็แกล้งหยิกแรง ๆ อย่างหมั่นไส้และเจ็บใจตัวเองที่แพ้อีกแล้ว แต่เขาก็ไม่สะดุ้งสะเทือนเลยแม้แต่น้อย ยังคงยิ้มกริ่ม ทอดดวงตาสีฟ้ามองลงมาอย่างมีความหมายและคาดโทษไว้ในใจ
สองมือที่กำลังประทุษร้ายเขา ถูกรวบไว้ด้วยมือใหญ่เพียงข้างเดียว ส่วนอีกข้างยังคงรัดแน่นอยู่รอบเอว อลิเซียหน้าแดงร้อนวูบขึ้นมาทันทีที่รู้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร จึงแยกเขี้ยวส่งเสียงขู่คำราม
ท่านจะทำอะไร ปล่อยนะ ตาบ้า
ก็ .......... ลงโทษ ผู้ที่ทำร้ายกษัตริย์ยังไงล่ะ เสียงกระซิบแผ่วเบาดังแว่วอยู่ข้าง ๆ หูของอลิเซีย ใบหน้าคมเข้มของกษัตริย์นักรบค่อย ๆ โน้นลงมาใกล้ทุกที ลมหายใจอุ่น ๆ ปะทะอยู่ข้างแก้ม และวินาทีต่อมาปลายจมูกโด่งและริมฝีปากก็สัมผัสผิวเนียนของแก้มนวล และไล้เรื่อยมาจนพบกับกลีบปากบางสีชมพู
สัมผัสอบอุ่นอ่อนโยนอย่างเอาใจที่กำลังได้รับ ทำให้อลิเซียเคลิบเคลิ้มไป มือบางที่ถูกรวบอยู่ในมือใหญ่ ถูกปล่อยเป็นอิสระแล้ว และกำลังเลื่อนขึ้นโอบรอบคอแข็งแรงของบาโรอย่างเผลอไผล ร่างนุ่ม ๆ เบียดเข้าหาเขาอย่างลืมตัว ลืมใจ ลืมหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้นชุดแรก แต่ไม่สามารถแทรกผ่านเข้าสู่โสตประสาทของคนทั้งสองที่กำลังโอบกอดกันอยู่ด้วยความรักได้เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นเสียงเคาะประตูชุดที่สองจึงดังขึ้นกว่าเดิม แต่มันคงจะเบาเกินไปสำหรับสองสามีภรรยาวาเนบลี
ฮะแฮ่ม ฮะแฮ่ม ท่านพ่อ ! ท่านแม่ ! ลูกกลับมาแล้ว สนใจกันหน่อยสิ
เจ้าของเสียงใส ๆ ที่ร้องดังลั่นห้องคือ พระธิดาสุดที่รัก ... เจ้าหญิงเฟลิโอน่า วาเนบลี เธอยืนกอดอกพิงประตู มองดูบทรักของพ่อแม่ด้วยสีหน้าหน่าย ๆ ได้แต่คิดในใจว่า ทำไมประเจิดประเจ้อกันแบบนี้นะ ไม่เบื่อกันบ้างหรือไง กลับมาทีไรเป็นต้องเจอฉากแบบนี้ทุกที ก็รู้หรอกนะ ว่ารักกันมากแต่ไม่ต้องมากและบ่อยขนาดนี้ก็ได้
ตั้งแต่เธอเปิดประตูเข้ามา และเคาะประตูไปตั้งสองรอบ แต่ท่านพ่อกับท่านแม่ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดฉากรักนั้นเลย จนเธอต้องร้องตะโกนเพื่อเรียกความสนใจกลับมาที่เธอ และก็ได้ผล ท่านพ่อเลิกคิ้วเหลือบตามองมาทางเธอก่อนที่จะค่อย ๆ ละริมฝีปากออกจากท่านแม่ที่ตอนนี้หน้าแดงก่ำราวกับผลเชอรี่ ท่านแม่ตกใจทันทีที่เห็นเธอรีบผละออกจากท่านพ่อทันที
เมื่อบาโรเห็นลูกสาวสุดที่รักยืนหน้าบอกบุญไม่รับก็รีบเดินเข้าไปหวังจะโอบกอดปลอบขวัญทันที
กลับมาแล้วหรือลูก พ่อคิดถึง บาโรยังไม่ทันได้กอดลูกสาวให้สมกับความรักและคิดถึงตลอดเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ไม่ได้เจอกัน เฟลิโอน่าก็เดินถอยหลังห่างออกไปสองสามก้าวทันที
ไม่จริง ท่านพ่อไม่สนใจลูกเลย ลูกกลับมายืนตั้งนานแล้วนะ เคาะประตูไปตั้งสองรอบ จนมือเจ็บไปหมดแล้วด้วย ท่านพ่อเห็นท่านแม่ดีกว่าลูกใช่ไหมล่ะ เฟลิโอน่าเริ่มโวยวาย ทำท่าพาลหาเรื่อง แต่หันไปส่งสายตารู้กันและส่งบทต่อให้กับราชินีอลิเซียทันที
ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย เฟลิโอน่า กษัตริย์บาโรรีบปฏิเสธเสียงอ่อนอย่างรวดเร็ว ด้วยกลัวว่าลูกสาวจะโกรธและไม่รัก
บาโร ! พูดแบบนี้หมายความว่าไง ท่านไม่รักข้าแล้วหรือ ใช่สิ ตั้งแต่มีลูก ท่านก็รักลูกมากกว่าข้า อลิเซียรับบทที่ถูกส่งมาจากลูกสาวตัวดี รีบเล่นบทบาทภรรยาน้อยใจสามีทันที ใบหน้าหวาน ๆ นั้นง้อง้ำบ่งบอกถึงความงอนและน้อยใจอย่างที่สุด
อลิเซีย เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้นสักหน่อย บาโรรีบหันไปง้ออลิเซียทันที เมื่อได้ยินน้ำเสียงตัดพ้อของคนแสนงอน
ท่านพ่อ ท่านพูดมาเลยดีกว่า ว่ารักใครมากกว่ากัน ระหว่างท่านแม่กับลูก ตอบมาให้ดี ๆ ด้วยนะ เฟลิโอน่ารีบเข้าไปดึงแขนคิงบาโรอีกข้างให้หันมาฟังตนพูด ด้วยน้ำเสียงข่มขู่
บาโร ! อลิเซียก็คว้าแขนอีกข้างของบาโรทันทีเหมือนกัน จ้องมองด้วยแววตาตัดพ้อ น้ำตาเงางามแตะแต้มที่ดวงตาสีน้ำตาล
กษัตริย์บาโรได้แต่ยืนอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ พูดอะไรไม่ออก สีหน้าบ่งบอกความลำบากใจสุด ๆ ได้แต่รำพึงในใจอย่างกลัดกลุ้มว่า
มาแล้ว ปัญหาโลกแตก มาถามว่ารักใครมากกว่ากัน อยากจะบ้า !!
กษัตริย์หนุ่มทอดถอนใจ เขายอมออกรบกับข้าศึกดีกว่ามาเจอศึกรักกับสองแม่ลูกคู่นี้ ดวงเนตรสีฟ้ามองสตรีสุดที่รักสองคนที่ยื้อแขนเขาคนละข้าง ด้วยความตัดพ้อยิ่งกว่า
ท่านพ่อใจร้าย ท่านไม่รักลูกแล้ว เฟลิโอน่าสะบัดมือจากแขนของบาโรและวิ่งหนีออกไปทันที กษัตริย์หนุ่มได้ยินเสียงสะอื้นแว่วตามหลังมา ขายาว ๆ กำลังจะก้าวตามพระธิดาไป หากแขนอีกข้างก็ถูกรั้งเอาไว้ด้วยมือของอลิเซีย บาโรมองดวงหน้าหวานของภรรยาที่ตอนนี้น้ำตาไหลอาบสองแก้ม ด้วยความรู้สึกเสียใจที่ทำให้คนที่รักต้องร้องไห้ สองแขนยกขึ้นมาหมายจะโอบกอด แต่เขาก็ถูกผลักออกมา
ในที่สุด ท่านก็รักเฟลิโอน่ามากกว่าข้า ตาบ้า ข้าเกลียดท่าน คืนนี้ไปนอนหน้าห้องเลยนะ เสียงตวาดแหว ๆ ดังขึ้นก่อนที่อลิเซียจะวิ่งหนีไปอีกคน ทิ้งให้บาโรยืนอึ้ง หันรีหันขวาง ทำอะไรไม่ถูก แต่แล้วเขาก็ตัดสินใจได้ในทันที รีบวิ่งออกไปตามหาเฟลิโอน่า เขาถือคติว่า
ง้อเมียง่ายกว่าง้อลูก
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
คิงบาโรที่วิ่งตามลูกสาวไป แต่ไม่พบ จึงเดินไปหาที่ห้องนอนของเฟลิโอน่า เพราะคิดว่าลูกสาวสุดที่รัก คงไปอาละวาดทำลายข้าวของที่ห้องเป็นแน่ แต่เมื่อไปถึงเขาก็ไม่พบแม้เงาของเฟลิโอน่า จิตใจของพ่อที่รักและหวงลูกเกิดความกังวลเป็นอย่างมาก เพราะปกติเวลางอนหรือโกรธ หรือไม่ได้อะไรดังใจ เฟลิโอน่าจะกลับไปอาละวาด พังห้องตัวเองเสมอ แต่ตอนนี้เขากลัวเหลือเกิน กลัวว่าลูกจะเตลิดหนีไปไกล และโกรธจนไม่ยอมยกโทษให้ ความว้าวุ่นใจบังเกิดขึ้นมาอย่างที่กษัตริย์ผู้ห้าวหาญไม่เคยรู้สึกมาก่อน
เขาก้าวยาว ๆ เดินหาทั่ววังแต่ก็ไม่พบ สีหน้าที่เคยสงบนิ่งเฉย บัดนี้ฉายแววกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด พวกข้าราชบริพารต่างมองมาด้วยความอยากรู้และเป็นห่วงแต่ก็ไม่มีใครกล้าถามอะไร นอกจากพวกที่อายุมากหน่อย และอยู่ด้วยกันมานานที่กล้าเอ่ยปากถาม แต่กษัตริย์หนุ่มไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้น นอกจากประโยคตัดพ้อสุดท้ายที่ได้ยินจากเฟลิโอน่าลูกสุดที่รัก มันดังก้องสะท้อนกลับไปกลับมาอยู่ในหัวเขา
@@@@@@@@@@@@@@@@@@
ณ ห้องฝึกดาบที่เดิม
ไงล่ะ เฟลิโอน่า แม่บอกแล้วว่าพ่อเขาไม่มีทางรู้หรอกว่าเรามาแอบหลบกันอยู่ที่นี่ ที่ที่อันตรายที่สุด คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด จำไว้นะลูก เสียงของอลิเซียนั่งเหยียดขาอยู่ที่พื้น หลังพิงผนังห้อง บนตักมีศีรษะของลูกสาวนอนหนุนอยู่
หลังจากที่เฟลิโอน่าวิ่งออกไปจากห้องฝึกดาบแล้ว เธอก็ไปแอบอยู่ในห้องเก็บอาวุธที่อยู่ไม่ไกลจากห้องฝึกดาบทันที รอเวลาให้ท่านแม่อลิเซียวิ่งเข้ามาสมทบ และเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของท่านพ่อที่วิ่งออกไปแล้ว สองแม่ลูกก็กลับเข้ามานั่งฉลองชัยชนะของตนกันในห้องนี้อีกครั้ง
แหม สมกับเป็นราชินีแห่งดินแดนนักรบจังเลยนะ ท่านแม่ รู้เรื่องการศึกเสียด้วย แต่ท่านเห็นหน้าท่านพ่อหรือเปล่า ลูกต้องกลั้นหัวเราะแทบตายแน่ะ เฟลิโอน่าที่นอนหนุนตักอลิเซียพูด และหัวเราะอย่างขบขันสุด ๆ
นั่นสิ แล้วพ่อเขาก็เสียรู้เราสองแม่ลูกอีกจนได้ สะใจจริง ๆ เลย ได้แกล้งตาบ้านี่กลับแล้ว ลูกรู้ไหม แม่ต้องแกล้งบีบน้ำตาทั้ง ๆ ที่ในใจกำลังหัวเราะน่ะ มันทรมานแค่ไหน แม่กลัวจะหลุดแทบแย่แน่ะ
ตอนที่วิ่งหนี ลูกแกล้งทำเสียงสะอึกสะอื้นให้ท่านพ่อได้ยินด้วยแหละ แต่ใจก็กลัวว่าท่านพ่อจะวิ่งตามมาทัน ดีที่ท่านแม่รั้งท่านพ่อไว้ก่อนนะ ไม่งั้นแผนเราคงไม่สำเร็จ จริงสิ ท่านแม่ เรามาพนันกันไหม ว่าท่านพ่อจะไปง้อใครก่อน ลูกว่า ท่านพ่อต้องมาง้อลูกก่อน ผู้เป็นลูกบอกอย่างมั่นอกมั่นใจเต็มที่ ผู้เป็นแม่เลยหมั่นไส้บีบจมูกเล็ก ๆ นั้นแรง ๆ อย่างจงใจแกล้ง
มั่นใจเกินไปแล้ว แม่เชื่อว่าเขาต้องมาง้อแม่ก่อน เขาทนเห็นแม่ร้องไห้ไม่ได้หรอก ลูกน่ะใช้มุขอาละวาดบ่อยแล้ว พ่อเขาคงชิน จนขี้เกียจจะง้อ
ได้เลย งั้นสิบต่อหนึ่งละกัน เฟลิโอน่าพูดพลางยกนิ้วก้อยขึ้นมาใกล้ ๆ หน้าของอลิเซีย และเธอก็ยกนิ้วก้อยของเธอเกี่ยวกับของลูกสาวที่นอนหนุนตักทันที
ทั้งสองแม่ลูกที่กำลังฉลองชัยชนะอย่างสนุกสนานและขบขันนั้น ไม่รู้ตัวเลยว่า มีดวงตาคู่หนึ่งมองเข้ามาในห้องอย่างมาดร้าย แล้วคนผู้นั้นก็พึมพำเบา ๆ กับตัวเอง
กล้าหลอกลวงกษัตริย์แห่งคาโนวาล แถมยังเล่นการพนันกันอีก ถ้าไม่ลงโทษเจ้าสองคน ข้าก็คงไม่ใช่ บาโร วาเนบลี แล้ว
ตามจริงเขาไม่รู้หรอกว่า ทั้งสองคนจะรวมหัวกันกลั่นแกล้งเขา ได้แต่ร้อนใจเป็นห่วงลูก แต่โดยสัญชาติญาณของนักรบดลใจเขาถึงเรื่องที่ว่า ที่ที่อันตรายที่สุด คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด ทำให้สองขาของเขาพาตัวเองกลับมาที่ห้องนี้อีกครั้ง และได้พบกับสตรีอันเป็นที่รักทั้งสองคนกำลังหัวเราะงอหายอย่างสนุกสนานกับการปั่นหัวเขา
แล้วร่างสูงสง่าของกษัตริย์แห่งคาโนวาล ก็ค่อย ๆ ถอยห่างออกจากตรงที่ยืนอยู่อย่างเงียบเชียบที่สุด นัยน์ตาสีฟ้านั้นเปล่งประกายอย่างหมายมาดคาดโทษ รอยยิ้มเย็น ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
เจ้าชายคาโล ที่กลับมาอยู่ในห้องนอนของตัวเองแล้ว กำลังนั่งบนเก้าอี้นวมตัวโปรดที่ตั้งอยู่หน้าเตาผิง ที่ปราศจากเปลวไฟสีแสดเหมือนอย่างเตาผิงทั่ว ๆ ไป แต่กลับมีเกล็ดหิมะสีขาวโปรยปรายลงมาช้า ๆ จากปล่องไฟด้านบนด้วยเวทมนตร์ที่เขาเสกขึ้น เขานั่งท้าวแขนทั้งสองข้างบนเข่า มือสองข้างประสานกันโดยนิ้วหัวแม่มืออยู่ใต้คาง ดวงตาจับจ้องหิมะที่เกาะบนกองฟืนค่อย ๆ พูนขึ้นมาที่ละนิด เขาครุ่นคิดถึงสีหน้าหวาดหวั่นของท่านแม่และท่านพ่อที่วิ่งตามออกไปโดยไม่ตอบคำถามเขา
ทำไมท่านแม่จะต้องตกใจที่รู้ว่าเราไปเอเดนมานะ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ท่านแม่ไม่เคยห้ามเขาไปที่ไหนเลย แม้แต่เอเดน ท่านแม่ก็เคยพูดถึง แต่ก็ไม่ได้สั่งว่าห้ามไป ท่านพูดถึงเอเดนเหมือนกับที่พูดถึงดินแดนอื่นทั่ว ๆ ไป ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรมากนัก
แล้วเจ้าชายปีศาจแห่งเดมอสก็หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เมื่อคิดได้ว่า ท่านแม่ทรงฉลาดและรู้ทันเขามากกว่าที่เขาคิด ท่านรู้ว่า ยิ่งห้ามเขา หรือทำเหมือนไม่อยากให้เขาไปเอเดนมากเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งอยากไปมากขึ้น และถ้าลองเขาอยากไป หรือทำอะไรแล้วล่ะก็ เขาก็ต้องทำและไปสถานที่นั้นให้จงได้
แต่ ..... ท่าทางแบบนั้นของท่านแม่ หมายถึงอะไรกันนะ ท่านไม่ได้โกรธเขา แต่เหมือนจะหวั่นเกรงอะไรบางอย่างมากกว่า .
นี่แหละที่เขาสงสัย ..... ยังมีความลับอะไรที่เขายังไม่รู้อีกหรือนี่ เพราะปกติท่านพ่อไม่เคยมีความลับกับเขา
คาโลหรี่ตามองเข้าไปในเตาผิงที่เจ้าโกโดมมันนั่งเล่นหิมะอยู่ ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์อย่างร้ายกาจ เมื่อตอนที่กลับมาถึงเดมอส เบริต้าคืนเจ้าโกโดมให้ เขาก็คลายมนต์สะกดจากร่างพวงกุญแจ และก็รักษาอาการฟกช้ำดำเขียวเล็ก ๆ น้อย ๆ รวมทั้งรอยถูกเหยียบที่ไม่รู้ว่ามันไปโดนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ให้มันด้วย มันทำท่าทางซาบซึ้งในบุญคุณเป็นหนักหนา แต่ก็รีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วเหมือนกัน แต่เขาก็ไปคีบมันกลับมาจนได้ และเพื่อเป็นการไถ่โทษที่วันนี้แกล้งมันไว้เยอะ เลยเอาใจมันหน่อย โดยเสกหิมะมาให้มันนั่งเล่นในเตาผิง เพราะรู้ว่ามันชอบ
โกโดม
เจ้าชายคาโลเรียกโคมุสตัวน้อยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนผิดปกติ เจ้าโกโดมรีบหันมาและรับคำทันทีด้วยแววตาที่บ่งบอกถึงความจงรักภักดีอย่างสุดชีวิต
พ่ะย่ะค่ะ
แกรู้อะไรที่ฉันยังไม่รู้บ้างไหม
เจ้าโกโดมแสดงสีหน้าที่บ่งบอกถึงความเสียใจอย่างที่สุด ดวงตากลมโตของมันวาวด้วยน้ำตา น้ำเสียงสั่น ๆ และแหบพร่าขณะตอบคำถาม
ฝ่าบาททรงระแวง กระหม่อมไม่เคยมีความลับกับฝ่าบาทเลยแม้แต่นิดเดียว กระหม่อมสาบานได้ ขอฝ่าบาทอย่าทรงเคลือบแคลงสงสัยในความจงรักภักดีของกระหม่อมเลย แล้วมันก็ร้องไห้โฮเมื่อพูดจบประโยค น้ำตาหยดเล็ก ๆ ของมันแตะแต้มเป็นดวง ๆ บนกองหิมะสีขาวที่มันนั่งเล่นอยู่
กระหม่อมเสียใจ ที่ไม่อาจทำให้ฝ่าบาทเชื่อใจในตัวหม่อมฉันได้ หม่อมฉันสมควรตาย ฮือๆๆๆ
โคมุสตัวน้อยเป่าปี่ร่ำไห้เสียงดังขึ้น จนเจ้าชายคาโลตกใจร้องห้ามมันทันที
เฮ้ย ฉันแค่ถามเฉย ๆ ยังไม่ได้พูดสักหน่อยว่าไม่ไว้ใจแก เลิกร้องไห้ได้แล้ว
ถึงแม้เจ้าชายคาโลจะชอบแกล้งคนอื่น เจ้าเล่ห์ ร้ายกาจสักแค่ไหน แต่จุดอ่อนของเขาก็คือ น้ำตา เขาไม่ชอบเห็นใครร้องไห้เพราะเขา มันทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นคนผิดที่รังแกคนอ่อนแอกว่า และเจ้าโกโดม รู้ถึงจุดอ่อนข้อนี้เป็นอย่างดี มันจึงแกล้งบีบน้ำตาเป็นปี๊บ ๆ เพื่อเบี่ยงเบนการตอบคำถาม
โกโดม ผู้รู้เรื่องราวทุกอย่างเป็นอย่างดี ได้รู้ ได้ยิน ในคำทำนายของราชินีจันทรา และมันก็ปฏิญาณกับตัวเองแล้วเหมือนกันว่า จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเจ้าชายสุดที่รักของมันได้
เจ้าชายคาโลหนีบเจ้าโกโดมขึ้นมาไว้ในอุ้งมือ พลางใช้ปลายนิ้วค่อย ๆ เกลี่ยน้ำตาให้มันเบา ๆ อย่างปลอบประโลม เจ้าโกโดมยกสองแขนลูบน้ำตาป้อย ๆ อย่างน่ารักน่าสงสาร ดวงตาโต ๆ วาวไปด้วยน้ำตาจ้องมองที่ดวงหน้าของเจ้าชายเหนือหัว
ขี้แยจริง ๆ นะแกน่ะ เป็นตัวผู้ไม่ใช่หรือไง หรือว่าไม่ใช่ สองมือของเจ้าชายคาโลจับเจ้าโกโดมกลับหัวจนเสื้อคลุมตลบปิดหน้าปิดหัวของมัน โกโดมร้องโวยวายด้วยความอับอายพร้อม ๆ กับพยายามดึงเสื้อคลุมปิดร่างกายส่วนล่างของตน
ฝะ ฝ่าบาท
ฮ่าๆๆ ฉันแหย่แกเล่นน่ะ ไม่ต้องร้องไห้อีกล่ะ ไปทำงานของแกเถอะ ขอฉันอยู่คนเดียวละกัน เจ้าชายคาโลที่อารมณ์ดีขึ้นมาแล้วหลังจากที่ได้แกล้งเจ้าโคมุสทาสน้อยในเรือนเบี้ยอย่างสาแก่ใจ จึงปล่อยให้เจ้าโกโดมวิ่งปรู๊ดหนีไปทันทีที่เขาปล่อยมันลงพื้น
เจ้าชายปีศาจนั่งมองหิมะที่ลอยละล่องในเตาผิงชั่วครู่ ก่อนจะดีดนิ้วร่ายมนต์ให้มันกลายเป็นเปลวไฟแทน หิมะที่เมื่อครู่ก่อนกองพูนบนฟืนเริ่มละลายกลายเป็นน้ำ ทำให้กองฟืนเปียกชื้น แต่ไม่อาจต้านทานความร้อนจากเปลวไฟได้ เสียงฟืนแตกดังเปรี๊ยะ ๆ ท่ามกลางความเงียบสงบของห้องนอน
คาโลสลัดความคิดเรื่องความลับที่เขายังไม่รู้ออกไป และคิดถึงวันนี้ที่ได้ไปเยือนเอดินเบิร์ก ที่นั่นดูครึกครื้นดี ไม่มีปีศาจหน้าตาประหลาด ๆ เดินเพ่นพ่านและคอยทำความเคารพเขาทุกครั้งที่เดินผ่าน มีแต่มนุษย์เดินกันขวักไขว่ ไม่มีใครรู้ด้วยเขาเป็นใคร มีความสำคัญแค่ไหน ทำให้เขารู้สึกเป็นส่วนตัว ไม่ต้องระวังกิริยามารยาท ไม่ต้องแสร้งทำตัวเป็นคนดีให้เหล่าข้าราชบริพารและประชาชนเชื่อถือ
ที่เอดินเบิร์กมีร้านรวงมากมายที่เดมอสไม่มี นี่ขนาดแค่เอดินเบิร์กเมืองเดียวนะ ยังน่าเที่ยวเล่นขนาดนี้ แล้วเมืองอื่น ๆ ล่ะ จะขนาดไหน เห็นทีจะต้องแอบไปเที่ยวให้ทั่วทุกเมืองซะแล้ว
และยังจะแม่สาวติงต๊องชื่อลิเกนั่นอีก เขายิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อนึกถึงคนที่เขาบอกว่าชื่อเหมือนลิเก
หึ เฟลิโอน่า ชื่อไม่เห็นจะเข้ากับหน้าตาเล้ย
เฟลิโอน่า เฟลิโอน่า อยากเห็นหน้าพ่อแม่ยายนั่นจริง ๆ สงสัยจะชอบดูลิเกมาก ถึงได้ตั้งชื่อลูกสาวแบบนี้
หน้าตาเจ้าหล่อนก็จัดว่าน่ารัก ท่าทางแก่นเอาเรื่องพอตัว
น่าจะชื่อ เฟริน มากกว่า ฟังเข้าท่ากว่าตั้งเยอะ
ลมหายใจของเจ้าชายปีศาจหยุดชะงักชั่วขณะ ร่างทั้งร่างเหมือนจะชาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า หัวใจเต้นถี่แรงขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ สมองชา ความทรงจำสับสนไปหมด ไม่ได้เจ็บปวดที่นึกถึง หากแต่อบอุ่น สบายใจและไว้ใจอย่างบอกไม่ถูก
เฟริน
คาโลพึมพำชื่อนี้เบา ๆ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน นัยน์ตาสีฟ้าเบิ่งขึ้นนิด ๆ
ทำไมถึงได้คุ้นเคยกับชื่อนี้เหลือเกิน
ใครกัน ใครคือเฟริน
และ ..... เธอเป็นอะไรกับฉัน
ทำไมถึงได้มีอิทธิพลต่อฉันขนาดนี้
ยายลิเก .......... เฟลิโอน่า .........
เฟริน
เฟริน ...
เจ้าชายคาโลยกฝ่ามือซ้ายขึ้นปิดดวงตาของตน เอนศีรษะพิงกับพนักของเก้าอี้นวมอย่างอ่อนล้าและสับสน พยายามสลัดชื่อ เฟริน ออกไป
แต่ก็ไม่สำเร็จ ชื่อนี้ มันฝังอยู่ในความทรงจำ หยั่งรากลึกในจิตวิญญาณของเขาจนยากที่จะไถ่ถอนได้
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
อือ...
เจ้าหญิงเรนอนครางเบา ๆ ในลำคอ พลางยืดแขนเหนือศีรษะสุดแรง บิดเอวบางไปข้างหนึ่งเพื่อไล่ความเมื่อย หลังจากหลับลึกมานาน ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น สมองปรอดโปร่ง เปลือกตาบางใส ค่อย ๆ เปิดขึ้นทีละน้อย สายตาค่อย ๆ ปรับภาพพร่าเลือนที่เห็นในครั้งแรกจนชัดเจนขึ้น ผ้าม่านบางเบาสีชมพูหวานแหววทิ้งตัวยาวจากเสาทั้งสี่จรดขอบเตียง และมีผ้าห่มผืนหนาสีชมพูคลุมร่างให้ หันไปด้านข้างก็เห็นหมอนนุ่ม ๆ รองศีรษะที่ปลอกหมอนลายเดียวกับหมอนข้างสีชมพูที่ลายเข้าชุดกันอยู่รอบกาย
เตียงใคร ทำไมดูคุ้น ๆ จัง
สองแขนเรียวของเรนอนค่อย ๆ ยันกายขึ้นนั่ง มือบาง ลูบผ้าห่มที่คลุมตัวอย่างแผ่วเบา ดวงตากลมโตกวาดตามองลวดลายของผ้าห่ม
ลายคล้าย ๆ กับคอลเล็คชั่นใหม่ของบาร์บี้เลย
ของสะสมที่เรนอนชอบมากที่สุดคือ ตุ๊กตาบาร์บี้ เธอมีเก็บไว้ทุกชุด ทุกคอลเล็คชั่นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่มีทั้งชุดฤดูร้อน ฤดูหนาว หรือแม้แต่ชุดกันฝนและร่มสำหรับบาร์บี้ฤดูฝน เครื่องประดับต่าง ๆ รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ด้วย มีแม้แต่เครื่องออกกำลังกายของบาร์บี้ เธอก็มีหมด แทบจะเรียกได้ว่า ปราสาทของเธอที่คาโนวาลเป็นพิพิธภัณฑ์บาร์บี้ขนาดย่อมเลยก็ว่าได้
เรนอนกวาดตามองของตกแต่งห้องอย่างชื่นชม กับโต๊ะเขียนหนังสือ ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง ที่ลวดลายน่ารักสีอ่อนหวาน รวมทั้งโคมไฟเล็ก ๆ ตั้งโต๊ะ หรือแม้กระทั่งชุดโซฟาตัวสวยที่อยู่มุมห้อง รอยยิ้มบาง ๆ แตะแต้มบนดวงหน้าหวาน แล้วเธอก็ต้องหุบยิ้มทันทีที่รู้สึกตัวว่า ที่นี่ไม่ใช่ห้องพักในเอดินเบิร์ก ใจหายวาบลงไปอยู่ตาตุ่มทันที รีบก้มลงสำรวจเสื้อผ้าของตัวเอง และถอนใจอย่างโล่งอกที่เธอยังสวมเสื้อผ้าชุดเดิม เหมือนเมื่อตอนกลางวันที่ออกมาเดินเที่ยวกับพวกเฟลิโอน่า
เรนอนก้าวลงจากเตียงช้า ๆ เรียกคฑาของตนออกมาทันที แต่ไม่มีสิ่งใดปรากฏขึ้นบนมือบาง แล้วเธอก็ต้องสะดุ้งตกใจสุดตัว เมื่อพื้นห้องที่ยืนอยู่สั่นสะเทือนเล็กน้อย เธอเซไปเกาะขอบเตียง เพดานด้านบนค่อย ๆ เลื่อนห่างออกไป มีเสียงเล็ก ๆ แต่ดังกังวานขึ้นตรงด้านบน
ตื่นหรือยังจ๊ะ
ใบหน้าน่ารัก แต่ใหญ่โตผิดส่วนของเด็กหญิงคนหนึ่งโผล่มาเหนือเพดานห้องที่เรนอนอยู่ เธอหวีดร้องอย่างตกใจ พร้อมกับเบียดตัวเองแนบกำแพงห้องราวกับจะฝังร่างตนเองลงไปในนั้น ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองที่ใบหน้าที่ดูคุ้นตานั้นนิ่งนาน แล้วก็จำได้ว่าเคยเจอเด็กหญิงคนนี้ที่ตลาด หัวใจที่เต้นถี่แรงเมื่อครู่ค่อย ๆ สงบลงอย่างช้า ๆ
เบริต้าที่เปิดฝาหลังคาบ้านตุ๊กตาบาร์บี้ เพื่อดูว่าตุ๊กตาตัวใหม่ของตนตื่นหรือยัง ยิ้มออกมาอย่างดีใจที่เห็นเรนอนยืนเบียดตัวเองอยู่ตรงกำแพงบ้านตุ๊กตา
พี่สาวคนสวยตื่นแล้ว มาเล่นกันเถอะนะ
เบริต้าวางฝาหลังคาบ้านลงบนพื้นข้างกาย ก่อนจะเอื้อมสองมือเล็ก ๆ มาโอบประคองรอบร่างของเรนอนเบา ๆ อย่างทะนุถนอม เรนอนหวีดร้องออกมาเบา ๆ ด้วยความตกใจ เธอไม่กล้ายืนบนฝ่ามือของเบริต้าเพราะกลัวจะล้ม จึงได้แต่นั่งนิ่ง ๆ ตอนนี้ใบหน้าของเรนอนอยู่ระดับเดียวกันกับเบริต้า
พี่สาวชื่ออะไรหรือคะ เบริต้าชื่อว่า เบริต้า เด็กหญิงถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรทำให้เรนอนค่อยคลายใจลงมาบ้าง
ชะ ชื่อ ... เรนอน จ้ะ น้ำเสียงตะกุกตะกัก หากแต่มั่นคงขึ้น ไม่ได้สั่นไหวหวาดกลัวอีกแล้ว เรนอนถามเด็กหญิงกลับทันที
เบริต้าจับพี่มาทำไม แล้วที่นี่คือที่ไหน
เดมอสค่ะ
เดมอส
ใบหน้าของเรนอนซีดเผือดลงทันที นี่เธอถูกลักพามาไกลถึงเดมอสเชียวหรือนี่
จะมีใครรู้บ้างไหมว่าเธอหายไป
คำถามนี้ผุดขึ้นมาทันทีในความคิดของเธอ แล้วมันก็ดับวูบไปทันทีเช่นกัน
เมื่อหาคำตอบของคำถามนั้นให้กับตัวเองได้
คงไม่มีหรอก ไม่มีใครสนใจว่าเธอจะหายไปไหน เพราะว่า .....
เธอไม่ใช่เฟลิโอน่า เจ้าหญิงคนสำคัญของคาโนวาล
เป็นเพียงเจ้าหญิงธรรมดาที่ไร้ความหมาย ไร้ความสำคัญ
และเธอ ...... ก็ไม่ใช่เจ้าหญิงรัชทายาทแห่งอเมซอนเหมือนมาทิลด้า
เธอก็เป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่มีคำนำหน้าว่า เจ้าหญิง ก็แค่นั้น
ไม่มีความหมาย ไม่มีความสำคัญ สำหรับใคร ๆ
โดยเฉพาะ เขาคนนั้น
เรนอนถอนหายใจแรง ๆ ก่อนจะเรียกกำลังใจและสติของตัวเองกลับคืนมา สลัดความคิดน้อยเนื้อต่ำใจนั้นออกไป เพื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ตรงหน้า ในตอนนี้ ....
เบริต้าใช้เวทมนตร์กับพี่ ทำให้พี่ตัวเล็กลงเท่าตุ๊กตาหรือ
ฮื่อ เบริต้าชอบเล่นตุ๊กตามาก นี่พี่คาโลก็เพิ่งซื้อไอ้ที่เรียกว่าบาร์บี้ ให้เบริต้า พี่เรนอนว่าสวยไหม เบริต้าบอกพร้อมกับชี้ให้เรนอนดูบ้านตุ๊กตาที่วางอยู่บนพื้น
สวยจ้ะ แต่ว่า ..... ที่วัง เอ๊ย ที่บ้านของพี่น่ะ มีเยอะกว่านี้อีกนะ เบริต้าอยากดูไหม เรนอนเริ่มชี้ชวนเด็กหญิง
จริงหรือคะ สวยกว่านี้อีกหรือ เบริต้าอยากดู
งั้น เบริต้าช่วยให้พี่ตัวโตเท่าเดิมก่อนดีไหม พี่จะได้ใช้เวทมนตร์พาเบริต้าไปบ้านของพี่
พี่เรนอนใช้เวทมนตร์ได้ด้วยหรือคะ เด็กหญิงเอียงคอถามอย่างฉงน
จ้ะ แต่พี่ต้องมีคฑา แต่พี่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมพี่เรียกคฑาของพี่ออกมาไม่ได้เลย
อ๋อ เวลาอยู่ในร่างเล็ก ๆ แบบนี้จะใช้เวทมนตร์ไม่ได้หรอกค่ะ เดี๋ยวเบริต้าช่วยให้พี่ตัวโตเท่าเดิมเอง
เด็กน้อยที่ไร้เดียงสาไม่ทันความคิดของผู้ใหญ่จึงหลงกลร่ายเวทให้เรนอนตัวโตเท่าเดิม เมื่อกลับคืนร่าง เรนอนก็เรียกคฑาของตนมาสู่มือทันที และรีบร่ายเวทหายตัวเพื่อหนีออกจากที่นี่ แต่ชายกระโปรงของเธอถูกดึงเบา ๆ ด้วยมือน้อยของเบริต้าเสียก่อน เธอชะงักและก้มหน้าลงมองเด็กหญิง
ดวงตาสีฟ้าที่บริสุทธิ์ของเด็กน้อยทอดมองเธออย่างรู้ทัน และบอกกับเธอว่า
พี่เรนอนจะหนีไปจากที่นี่โดยเวทมนตร์ของชาวเอเดนไม่ได้หรอกค่ะ ต้องให้คนของเดมอสพาออกไป พี่ไปคนเดียวไม่ได้หรอก
เรนอนอึ้งไปด้วยเหตุผลที่ได้ยินจากเบริต้า ด้วยความรีบร้อนทำให้เธอลืมนึกถึงเรื่องสำคัญนี้ไปได้
เมื่ออยู่ในแดนเดมอส เวทมนตร์ของชาวเอเดนจะถูกลดอำนาจลง โดยมนตร์ดำของเดมอส นอกเสียจากว่าชาวเอเดนผู้นั้นจะมีพลังเวทที่กล้าแกร่งจริง ๆ
พี่ขอโทษจ้ะ พี่ไม่น่าตอบแทนความไว้ใจของเบริต้าแบบนี้เลย เรนอนรู้สึกผิดที่ตนกระทำการเหมือนหักหลังความไว้วางใจของเด็กหญิง จึงเอ่ยขอโทษอย่างรู้สึกผิดและละอายแก่ใจ มือบางลูบผมสีทองของเด็กหญิงเบา ๆ และยิ้มให้
เบริต้ามองหน้าที่เปื้อนยิ้มอย่างเศร้า ๆ ของเรนอน ก็รู้สึกสงสาร เบริต้าไม่ได้โกรธที่เรนอนจะหนีเธอไป เพราะรู้ว่าถึงอย่างไรเรนอนก็หนีไปไม่ได้อยู่ดี
พี่เรนอนอยู่เล่นกับเบริต้าก่อนวันหนึ่ง เดี๋ยวพรุ่งนี้เบริต้าจะหาทางพาพี่กลับไปเอง นะ
เด็กหญิงยิ้มให้อย่างจริงใจพร้อมกับมองเรนอนด้วยแววตาอ้อนวอนนิด ๆ จนเรนอนใจอ่อน พยักหน้ายอมรับข้อเสนอนั้น และคิดในใจว่า
ดีเหมือนกัน
ถือว่าออกมาทัศนศึกษานอกสถานที่
เผื่อจะได้ลืมเรื่องเศร้า ๆ ไปบ้าง
แม้เพียงชั่วขณะ .... ก็ยังดี
เจ้าหญิงทั้งสองดินแดนก็ช่วยกันต่อเติมบ้านตุ๊กตาบาร์บี้กันอย่างสนุกสนาน เรนอนช่วยรักษาบาดแผลตุ๊กตาเก่า ๆ ของเบริต้าให้ ซ่อมแซมเสื้อผ้า และเย็บชุดใหม่ ๆ เพิ่มให้สำหรับตุ๊กตาปีศาจที่น่าสงสารเหล่านั้น ซึ่งปีศาจทุกตนก็ดีอกดีใจกันนักหนา เรนอนสอนให้เบริต้าเล่นตุ๊กตาอย่างทะนุถนอม โดยการดูแลพวกมันบ้าง เมื่อเจ็บก็ต้องรักษา อย่าปล่อยปละละเลย เพราะตุ๊กตาของเบริต้าเป็นตุ๊กตาที่มีชีวิต
หลังจากเล่นจนอ่อนเพลียเด็กหญิงก็เริ่มง่วง จึงเอนกายลงบนเตียง มือน้อยกุมมือของเรนอนไว้แน่นเหมือนกลัวว่าเธอจะหนี ศีรษะที่ปกคลุมด้วยผมสีทองคำซุกอยู่บนตักของเรนอน ดวงตาของเด็กน้อยหลับพริ้มอย่างมีความสุขขณะที่ฟังเรนอนเล่านิทาน มือบางของเรนอนก็ลูบศีรษะของเบริต้าเบา ๆ อย่างเอ็นดู เสียงใส ๆ ของเรนอนดังกังวานน่าฟังในความคิดของเบริต้าที่กำลังเคลิ้ม ๆ เด็กน้อยเอ่ยขึ้นมาเบา ๆ ก่อนจะหลับใหลสู่ห้วงนิทรา
เสียงพี่เรนอนเพราะจัง เหมือนเสียงของเงือกน้อยในนิทานเลยเนอะ
เรนอนชะงักมือที่ลูบผมเบริต้าชั่วครู่ ก่อนจะคิดถึง เงือกน้อย ในนิทาน
เงือกน้อยที่แตกสลายทั้งร่างกายและจิตใจ กลายเป็นฟองอากาศ ยามแสงแรกของอรุณรุ่ง เพราะความรักที่ไม่สมหวังกับความเสียสละของเธอ ฟองอากาศปลิวล่องลอยไปตามกระแสลมชายทะเลแต่เพียงแผ่วเบา ฟองอากาศน้อย ๆ ค่อย ๆ แตกทีละฟอง ทีละฟอง พร้อม ๆ กับเสียงเพลงที่ขับขาน ได้ถูกคลื่นลมซึมซับให้จางหายไปในที่สุด
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
เจ้าชายปีศาจคาโลที่นั่งปวดหัวกับชื่อ เฟริน ที่ตามมาหลอกมาหลอนเขาอยู่เป็นนาน ภายในใจเขาวนเวียนคิดถึงแต่ชื่อ เฟริน ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ อาจจะเป็นยายลิเกเฟลิโอน่า หรือใครก็ตามที แต่อย่าให้เจอตัวเชียว จะลงโทษเสียให้เข็ด โทษฐานรบกวนจิตใจเจ้าชายปีศาจอย่างเขา
คาโลถอนหายใจเฮือกใหญ่ ราวกับว่าการถอนหายใจนั้น จะช่วยสลัดชื่อ เฟริน ออกไปได้ เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้หน้าเตาผิงหยิบหนังสือที่เพิ่งซื้อมาติดมือ และเดินออกจากห้องตัวเองไปยังห้องของเบริต้า เพื่อไปดูน้องสาวคนดีว่าทำของเล่นพังไปหรือยัง และคงเป็นการดีกว่านั่งหงุดหงิดเป็นบ้าเป็นหลังอยู่คนเดียว
คาโลเคาะประตูและเปิดเข้าไปทันทีโดยไม่รอคำตอบรับของน้องสาว แล้วเขาก็ต้องตกใจเมื่อพบว่า ภายในห้องนอนของเบริต้านั้น มีมนุษย์สาวเอเดนนั่งหลับอยู่บนเตียงของเบริต้า บนตักของเธอมีศีรษะเล็ก ๆ ของเบริต้าซุกอยู่ เขาจำได้ว่าเป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่เบริต้าเดินชนที่ตลาด และเป็นคนที่เบริต้าชื่นชมอยากได้เป็นตุ๊กตานักหนา
คาโลเป่าปากเบา ๆ พร้อมกับส่ายศีรษะอยากจะหัวเราะ แต่หัวเราะไม่ออก กับนิสัยเอาแต่ใจตัวเองของเบริต้า อยากได้อะไรแล้วต้องได้เหมือนเขา
สงสัยจะเป็นกรรมพันธุ์ของตระกูลเกรเดเวล
พามาจนได้นะ เบริต้า เสียงพึมพำเบา ๆ
เขาถอยหลังไปนั่งเก้าอี้ตรงมุมห้อง เพื่อรอเวลาให้เจ้าหล่อนตื่นเอง เขานั่งพิจารณาสาวน้อยที่พลัดถิ่นมาไกลถึงเดมอส นึกถึงกิริยาท่าทางและการแต่งกาย
ท่าทางไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา
แบบนี้ ..... น่าจะเรียกค่าไถ่ได้บ้าง
ถ้าเธอคนนี้มีความสำคัญจริง ๆ สำหรับที่ที่จากมา
คาโลนั่งขำกับความคิดของตัวเองอยู่ชั่วครู่ที่ริอ่านจะลองเป็นโจรเรียกค่าไถ่ ก่อนจะคว้าหนังสือที่ติดมือมา อ่านฆ่าเวลาไปก่อน จะได้นั่งเฝ้าแม่สาวน้อยคนนี้ด้วย เขาไม่อยากให้เธอเดินเพ่นพ่านไปทั่ววัง ให้เกิดความโกลาหล ไว้รอเธอตื่นขึ้นมาก่อนแล้วค่อยสอบสวน จะได้ส่งกลับได้ถูกที่
แต่เบริต้าจะยอมหรือเปล่านี่สิ ปัญหา
ดูจากท่าทีที่นอนหนุนตักแล้ว เบริต้าคงติดเธอคนนี้พอสมควร
เรนอนที่นั่งสัปหงกอยู่สะดุ้งตื่นขึ้นมา รู้สึกปวดขาที่เด็กน้อยนอนหนุนอยู่มาก เหมือนเหน็บจะกิน เธอค่อย ๆ ยกศีรษะของเบริต้าไปวางไว้บนหมอนนุ่มบนเตียงเบา ๆ พร้อมกับห่มผ้าให้ เธอลุกขึ้นยืนและหันหลังกลับมา แล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบคน ๆ หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม่ไกลนักตรงมุมห้อง
คุณ
ท่าทางเบริต้าจะติดเธอมากเลยนะ คาโลถามขึ้นมาทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากหนังสือเล่มโตในมือเลย
เอ่อ .. คือ ... มั้งคะ ขอโทษด้วยค่ะที่มารบกวน ด้วยความมีมารยาททำให้เรนอนเอ่ยขอโทษขอโพยไปพร้อมกับก้มศีรษะลง ทั้ง ๆ ที่งงตัวเองอยู่เหมือนกัน
เอ๊ะ ทำไมฉันต้องขอโทษเขาด้วยล่ะ ฉันถูกจับมานะ
หึหึ เธอนี่แก่มารยาทจัง จะมาขอโทษทำไม คาโลปิดหนังสือที่อ่านในมือแต่ยังคงถือไว้ จ้องหน้าเรนอนด้วยความขบขันแค่ทางแววตา ส่วนดวงหน้ายังคงนิ่งเฉยราวรูปสลักเหมือนเคย
เรนอนไม่ชอบใจนักที่ถูกหาว่า แก่มารยาท แต่เธอก็ไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจนั้นออกมา ดวงหน้างามเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างไว้ตัว ดวงตาสีม่วงวาววับจ้องกลับไปที่ดวงตาสีฟ้าคู่คมของเจ้าชายปีศาจอย่างไม่กลัวเกรง และหางตาของเธอก็สังเกตเห็นหนังสือในมือของเขา จึงเอ่ยปากถามทันทีด้วยความฉงน
คุณเรียนที่เอดินเบิร์กด้วยหรือ
คาโลเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะเหลือบตามองหนังสือในมือ และยกมันขึ้นสูงนิดหนึ่ง
เธอหมายถึงนี่ น่ะหรือ เปล่าหรอก ฉันแค่ซื้อมันมาอ่านเล่นก็เท่านั้น ว่าแต่ ... เอดินเบิร์กนี่เป็นโรงเรียนใช่ไหม สอนอะไร
โรงเรียนพระราชาเอดินเบิร์ก สอนวิชาเกี่ยวกับการเป็นกษัตริย์และเวทมนตร์
เจ้าชายปีศาจนั่งฟังเรื่องราวต่าง ๆ จากเรนอนด้วยความสนใจ เขาถามคำถามหลายเรื่องเกี่ยวโรงเรียน วิชาที่เรียน เขารู้ด้วยว่าที่โรงเรียนมีการแบ่งเป็นสี่หอนอน มีการทำแต้มระหว่างหอ มีเกมประหลาด ๆ ที่เรียกว่า หมากกระดานเกียรติยศ
คาโลถามคำถามมากมาย ซึ่งเรนอนก็อธิบายได้ทุก ๆ คำถามที่เขาอยากรู้ เขาบอกให้เรนอนมานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเขา ทั้งสองคนคุยกันจนเวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ เรนอนมึนไปหมดแล้ว จึงเอ่ยบอกเขาด้วยสีหน้าเริ่มเบื่อหน่ายหมดมาดเจ้าหญิง
คำถามสุดท้ายแล้วนะ ฉัน .... ง่วง
เป็นประโยคสุดท้ายของเรนอนในวันนี้และค่ำคืนนี้ แล้วเธอก็ฟุบหลับไปกับเก้าอี้
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
ค่ำคืนที่ดึกสงัด ท้องฟ้าเต็มไปด้วยปุยเมฆหนา ๆ ที่เบียดเสียดกันลอยเต็มท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำ แลดูขมุกขมัว เจ้าของห้องนอน แต่ละห้องของป้อมอัศวินต่างก็ดับไฟหลับใหลสู่ห้วงนิทรา มีเพียงสองนางฟ้าแห่งป้อม มาทิลด้า และ แองจี้ ที่ยังคงนอนลืมตาโพลงเป็นนกเค้าแมว อากาศเย็น ๆ ภายนอกทำให้สองนางฟ้าของป้อมต้องปิดหน้าต่างห้องนอนสนิท และนอนเบียดให้ไออุ่นกันและกันบนเตียงเดี่ยวที่ถูกลากมาติดกันด้วยเวทมนตร์
ทุก ๆ คืนที่เฟลิโอน่ากลับคาโนวาล มาทิลด้าและแองจี้จะชวนเรนอนมานอนในห้องด้วยเสมอ เพราะกลัวว่าเรนอนจะเหงาที่ต้องนอนคนเดียว โดยแองจี้จะร่ายเวทย้ายเตียงของเธอและมาทิลด้าให้ติดกัน และทั้งสามสาวก็จะนอนเบียดเสียดกอดก่ายให้ไออุ่นกันและกัน ถึงแม้คืนนี้จะไม่มีเรนอน แต่สองสาวที่เหลือก็ยังคงนอนด้วยกันเหมือนเคย
มาทิลด้าสวมชุดนอนแบบผู้ชาย คือเชิ้ตแขนยาวและกางเกงขายาว โดยเจ้าตัวให้เหตุผลว่า เป็นการเตรียมพร้อม เผื่อมีเหตุฉุกเฉินตอนกลางคืนจะได้ออกหมัดมวยได้ถนัด ส่วนแองจี้เป็นกระโปรงผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มสีฟ้ายาวคลุมเข่า
สองสาวต่างคิดถึงและเป็นห่วงเรนอน โดยเฉพาะเมื่อยิ่งได้รับข่าวจากพิราบสื่อสารด่วนจากคาโนวาลที่เฟลิโอน่าส่งมาเมื่อครู่ด้วยแล้ว
เฟลิโอน่าบอกว่าเรนอนไม่ได้อยู่ที่คาโนวาล พรุ่งนี้เช้าเราค่อยไปบอกพี่โรเวนแล้วกัน เพราะถ้าไปปลุกพี่เขาตอนนี้ ..... เจ้าหญิงมาทิลด้า กำลังนอนบนเตียงโดยใช้สองแขนหนุนศีรษะไว้ เอ่ยขึ้นมาเบา ๆ กับแองเจลิน่าที่นอนด้วยกันอยู่ข้าง ๆ มาทิลด้ายกนิ้วชี้ข้างซ้ายขึ้นมาทำท่าปาดคอตัวเอง พร้อมกับทำหน้าสยดสยอง
คงต้องอย่างนั้นแหละ ถ้าไปบอกตอนนี้ เขาต้องดุแน่ ๆ เลย ว่าเรนอนหายไปยังไม่ครบยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่รับแจ้งคนหาย ท้ายประโยคของแองจี้ น้ำเสียงบ่งบอกถึงความไม่พอใจอยู่นิด ๆ
หวังว่าเรนอนคงปลอดภัย เฮ้อ ....ไม่รู้ว่านายโรนั่นจะรู้สึกเป็นห่วงเรนอนสักนิดบ้างไหม พูดแล้วมันน่าโมโหจริง ๆ คนอะไร ไร้หัวใจ ไร้ความรู้สึก มาทิลด้าบ่นกระปอดกระแปดอย่างเข่นเขี้ยวนายขอทานจนอยากจะเอาดาบฟาดหัวหมอนั่นให้แบะ
ใครบอกว่านายโรไร้หัวใจ เขามีหัวใจ แต่ .... หัวใจของเขามอบให้เฟลิโอน่าคนเดียวต่างหากล่ะ มาทิลด้า แองจี้หัวเราะคิกในตอนต้นประโยค แต่กระแสเสียงเริ่มเศร้าในตอนท้าย สงสารแต่เรนอน ดันไปชอบคนที่เขาไม่เคย แม้แต่จะเหลียวแลตน
นั่นสิ เรนอนก็ใช่ว่าจะสวยน้อยกว่าเฟลิโอน่า เรียบร้อยกว่าด้วย ถึงแม้บางทีจะดุไปบ้างก็เถอะ นายขอทานนั่นน่ะ ไก่ได้พลอยแท้ ๆ ชิ อย่าหวังเลยว่า ท่านลุงบาโรจะยอมยกเฟลิโอน่าให้ง่าย ๆ ต่อให้เป็นเจ้าชายอาเธอร์หรือนายคิลหลานรักก็เถอะ ท่านลุงบาโรยังไม่ยอมยกให้เล้ย เมื่อพูดถึงความจริงเรื่องนี้ มาทิลด้าก็สาแก่ใจยิ่งนัก เพราะหนทางรักของนายโรอับแสงเหลือทน ถูกตัดสิทธิ์ลงแข่งตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม แล้วมาทิลด้าก็นึกขึ้นได้ เมื่อเห็นแองจี้เงียบไป จึงลุกขึ้นมานั่งจ้องหน้าแองจี้ที่นอนนิ่งไม่พูดไม่จา จิตใจลอยไปไกล แต่ไม่ไกลไปจากป้อมอัศวินนัก อาจจะวนเวียนอยู่แถวหอนอนชาย
ไม่ต้องห่วงหรอกน่า แองจี้ นายนักฆ่าของเธอน่ะ ไม่ได้ชอบหรือคิดอะไรพิเศษกับเฟลิโอน่าหรอก ขานั้นเขาซี้กัน ฉันก็ดันพูดมากไปลืมคิดถึงจิตใจเธอ
บ้าเหรอ มาทิลด้า นายนักฆ่านั่นเป็นของฉันซะที่ไหนกันเล่า แองจี้แหววกลับมาทันที ใบหน้าขาวนวลนั้นแดงก่ำจนเห็นได้ชัดแม้ในคืนที่ท้องฟ้าปิดเช่นนี้ แองจี้ตะแคงกายหันหลังให้มาทิลด้าทันทีและเอาผ้าห่มคลุมจนมิดศีรษะ
มาทิลด้าหัวเราะร่วนกับอาการเขินอายของสายน้อยข้างกาย มือบางดึงผ้าห่มออกจากศีรษะของแองจี้ ที่ยื้อผ้าห่มไว้แน่นไม่ยอมปล่อยเช่นกัน
แหม ฉันเห็นนะ เธอให้นายคิลนั่นลอกการบ้านบ่อย ๆ ถึงแม้ปากจะบ่นว่า เวลาที่เขามายืมก็เถอะ แถมยังช่วยจดเล็คเชอร์ให้อีก เวลาที่นายนั่นหลับในห้องเรียน มาทิลด้ายันกายข้ามร่างของแองจี้ไปทางด้านที่แองจี้หันหน้าไป และดึงยื้อผ้าห่มออกจากมือแองจี้ได้สำเร็จ มาทิลด้าหัวเราะหนักขึ้นไปอีกเมื่อเห็นแม่มดน้อยขี้อายก้มหน้าที่แดงเป็นลูกตำลึงงุด ๆ จนสุดท้ายต้องดึงหมอนมาปิดหน้า
มาทิลด้า !! เสียงของแองจี้เล็ดรอดออกมาพอให้ได้ยินว่าเจ้าตัวพยายามจะทำเหมือนตวาด แต่ว่าฟังแล้วคล้ายกับคนเขินอายปนงอนเสียมากกว่า มาทิลด้าจึงโอบกอดร่างน้อยนั้นอย่างอ่อนโยนและลูบผมสีทองนั้นเบา ๆ
โอ๋ ๆ ฉันไม่แกล้งแล้วก็ได้ ไม่แซวแล้วจ้ะ อย่างอนเลยนะ
แน่นะ แองจี้ที่ไร้เดียงสาเงยหน้าขึ้นมาจากหมอนนุ่มทันที
ฮื่อ จะไม่แซวต่อหน้านายคิลก็แล้วกัน
มาทิลด้าอ่ะ แม่มดน้อยหน้าง้ำลงทันที จนมาทิลด้าหัวเราะชอบใจและกอดกระชับร่างเพื่อนสาวแน่นขึ้น
โอ๋ ๆ นอนเถอะนะ นอนดึกเดี๋ยวขอบตาคล้ำจะไม่สวยนะ
ด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นที่ได้ยินจากมาทิลด้าทำให้แองจี้ค่อย ๆ คลายความอายลงบ้าง สองแขนเล็ก ๆ ยกขึ้นโอบกอดเอวเจ้าหญิงแห่งอเมซอนแน่น ซุกใบหน้าลงกับอกนุ่ม ๆ ของอีกฝ่าย อย่างต้องการไออุ่นในคืนที่อากาศหนาวเย็น
มาทิลด้า แองจี้เอ่ยเรียกเบา ๆ
หืม...
เธอ .... มีใครในใจบ้างไหม แองจี้เลียบ ๆ เคียง ๆ ถาม เพราะอยากรู้ว่า เพื่อนสาวจากอเมซอนที่แสนจะห้าวหาญคนนี้ มีคนสำคัญในใจกับเขาบ้างไหม
ไม่มี ..... ต้องไม่มีน่ะ แองจี้ เพราะที่ที่ฉันอยู่ ต้องยืนเพียงลำพัง เสียงตอบกลับเบา ๆ น้ำเสียงไม่บ่งบอกถึงความรู้สึกใด ๆ ทั้งนั้น ดวงตาสีเขียวมรกตสงบนิ่งเฉย เหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมายภายนอกหน้าต่าง
มาทิลด้านึกถึงคู่แต่งงาน ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ และเธอไม่มีสิทธิ์เลือก ท่านแม่คงจะเลือกคนที่ท่านคิดว่า เหมาะสม ให้แล้ว เมื่อรู้เช่นนี้ เธอจะสนใจในเรื่องความรักให้มันเจ็บปวดหัวใจไปทำไม เธอไม่รู้หรอกว่า การรักใครสักคนมันเป็นอย่างไร และก็ไม่อยากจะรู้ด้วย เธอมีหน้าที่ที่ต้องกระทำคือ เป็นกษัตริย์แห่งอเมซอน ก็เท่านั้น
เธอไม่อยากทำร้ายคนที่เธอจะต้องแต่งงานด้วย
เหมือนอย่างท่านพ่อ ที่ทรงรักท่านแม่มากมายและตลอดมา
แต่ใจในของท่านแม่ กลับคิดถึงแต่อีกคน .......
แต่งงานกับคนหนึ่งตามหน้าที่ แต่หัวใจทิ้งไว้กับอีกคน ......
ถ้าทำได้ .... เธอก็จะไม่รักใคร เพราะอย่างน้อย .... เธอก็อาจจะรักคนที่จะแต่งงานด้วยก็ได้ ...... ในสักวันหนึ่ง
ถึงแม้มาทิลด้าจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ แต่แองจี้ก็รับรู้ได้ถึงความโดดเดี่ยวและอ้างว้างในกระแสเสียงที่เหมือนไม่มีอะไรนั้น สองแขนของเธอจึงโอบกอดมาทิลด้าแน่นเข้า ราวกับจะถ่ายทอดกำลังใจแก่กัน
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@